HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เจาะลึกผลกระทบอุทกภัยต่อกำไรตลาดหุ้นไทย พร้อมคัดหุ้นฟื้นเร็วหลังน้ำลด–กำไรเด่น 3Q69 สู่ปี 2570 ทางเทคนิค SET Index ลุ้นรีบาวด์ทดสอบแนวต้าน 1,580–1,600 จุด
บล.บัวหลวง รายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมขยายวงกว้างขึ้น โดย ณ 1 ต.ค. 2026 ครอบคลุม 30 จังหวัดและกรุงเทพฯ 191 อำเภอ 1.18 ล้านครัวเรือน และประชาชนราว 3.35 ล้านคน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในวงจำกัด หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและไม่กระทบฐานการผลิตหลัก โดย ธปท. ประเมินผลต่อ GDP ราว 0.03–0.10% ขณะที่เราคาดผลกระทบต่อ GDP ไม่เกิน 0.1% และต่อกำไร SET ไม่เกิน 2% ซึ่งยังต่ำกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2011 อย่างมาก
จุดที่ต้องติดตามมากที่สุดคือ ระยะเวลาหยุดผลิตของภาคอุตสาหกรรม มากกว่าจำนวนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม โดย AMATA City Chonburi มีโรงงานได้รับผลกระทบราว 150 แห่ง และหยุดผลิตชั่วคราว 34 แห่ง ขณะที่ KCE และ HANA มีฐานการผลิตบางส่วนในอยุธยา ส่วนโรงงาน DELTA ที่บางปูและเวลโกรว์ไม่มีน้ำเข้าตัวโรงงานและกลับมาดำเนินงานตามปกติแล้ว หากโรงงานกลับมาผลิตได้เร็ว ผลกระทบจะจำกัดอยู่ที่กำไรระยะสั้น แต่หากหยุดผลิตยืดเยื้อ ความเสียหายต่อเครื่องจักร การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกำไรมากขึ้น จึงยังระมัดระวังต่อ AMATA รวมถึงกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีฐานการผลิตในพื้นที่เสี่ยง
ผลกระทบในกลุ่มอื่นยังค่อนข้างจำกัด โดย ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค อาจได้ยอดขายระยะสั้นจากการกักตุน แต่ไม่มากพอให้ปรับประมาณการกำไร ขณะที่ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสได้แรงหนุนหลังน้ำลดจากความต้องการซ่อมแซมบ้าน ส่วน กลุ่มสินเชื่อรายย่อย คาดผลกระทบต่อกำไรปี 2026 ราว 2% สำหรับ TIDLOR และ MTC และ 1% สำหรับ SAWAD ขณะที่ กลุ่มธนาคารมีความเสี่ยงหลักจากการตั้งสำรองเพิ่ม โดยประเมินผลกระทบต่อกำไรราว 1–2% มากกว่าผลต่อรายได้ดอกเบี้ย ด้าน BGRIM ระบุว่าโรงไฟฟ้า SPP ในอมตะซิตี้ ชลบุรี และ Floating Solar ยังเดินเครื่องตามปกติ และความต้องการไฟจากลูกค้าอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2011 ชี้ว่า ความเร็วในการฟื้นของกำไรสำคัญกว่าผลกระทบระยะสั้น โดยท่องเที่ยว การแพทย์ ขนส่ง ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์สามารถกลับสู่ระดับก่อนน้ำท่วมได้ค่อนข้างเร็วภายในประมาณ 1 ไตรมาส ขณะที่อสังหาริมทรัพย์และยานยนต์ใช้เวลาราว 2 ไตรมาส และประกันฟื้นช้าที่สุดจากภาระค่าสินไหม ดังนั้นน้ำท่วมในหลายกลุ่มจึงมีลักษณะเป็นแรงกดดันต่อกำไรชั่วคราว มากกว่าจะเปลี่ยนภาพกำไรระยะยาว
กลยุทธ์การลงทุน: มองความผันผวนจากน้ำท่วมเป็นจังหวะทยอยสะสม หุ้นที่กำไรทนทานและมีโอกาสฟื้นเร็ว ควบคู่กับแนวโน้มกำไร 3Q–4Q26 และปี 2027 ที่ยังแข็งแกร่ง ได้แก่ CRC จากการควบคุมอัตรากำไร, AWC และ CENTEL จากการฟื้นของนักท่องเที่ยวระยะไกล, BDMS และ BH จากลักษณะเชิงรับและผลกระทบจำกัด, GULF และ GUNKUL จากการดำเนินงานที่ยังต่อเนื่อง และ DELTA, KCE, HANA ซึ่งผลกระทบต่อฐานการผลิตยังจำกัด ขณะที่ยังมีแรงหนุนจากความต้องการด้าน AI และ Data Center
ด้านภาพรวมตลาดหุ้น มองว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นไทยระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลจากแรงขายสุทธินักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาขายสุทธิไปกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ด้วยประเด็นอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และพื้นที่ กทม. จนตกเป็นหนึ่งในเหตุผลใหม่ ที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย และหุ้นไทยที่เชื่อมโยง แถม…
ท่ามกลาง “บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ที่กำลังเดินหน้าหาจุดสูงสุดใหม่” และยังเป็นประเด็นหลักที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยและโลก แต่ถ้า “บอนด์ยิลด์” เริ่มลดลงเราคาดจะส่งผลบวกต่อต้นทุนการเงิน และบรรยากาศลงทุนหุ้นไทย ให้กลับมาเดินหน้าเล่นเหนือ 1580/1600 จุด ได้อีกครั้ง
แต่ต้องผ่านด่านแนวต้านของกรอบขาลง 1580 จุด ขึ้นไปให้ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขการหมดรอบคือ หลุด 1540 จุด ซึ่งจะกดดันให้ภาพรวมการเล่นหุ้นไทย ชะงักและต้องตั้งหลักกันใหม่ โซน 1500 จุด (ต้องลดพอร์ตและกลับมาถือเงินสดเพิ่ม)
ทั้งนี้ “เราให้น้ำหนักเกิน 65% ว่ายังเป็นแค่การพักยก และรอปัจจัยเปลี่ยนแปลง หรือ พัฒนาการเชิงบวก เช่น ผ่านพ้นฤดูน้ำท่วมน้ำหลากไปได้ โดยไม่เกิดความเสียหายเพิ่มเติมมากไปกว่าเดิม, บอนด์ยิลด์เริ่มชะลอการขึ้น และสุดท้ายปรับฐานตามที่เราคาด”
กรณีตลาดหุ้นไทยยืนได้เหนือเส้นแนวโน้มตามที่ประเมิน เราคาดว่าหุ้นชั้นแรกที่จะขึ้นนำตลาด (รีบาวด์ได้ดีกว่า) คาดได้แก่ หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เพราะไม่ได้กระทบจากอุทกภัยภายในประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย PMI พลิกฟื้นเกินระดับ 52 จุด สูงสุดในรอบ 29 เดือน หลังจากสหรัฐฯ ฟื้นตัวเหนือ 50 จุดมาได้ระยะหนึ่ง-เริ่มส่งผ่านผลลัพธ์มายังฝั่งเอเชีย และ สะสมหุ้นเล่นตรงข้ามกับ บอนด์ยิลด์
ส่วนหุ้นที่รอซื้อได้-ไม่รีบ (Underperform) เรายังคงคาดเป็นกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ และได้รับผลกระทบจากอุทกภัยไปเรียบร้อย เหลือแค่ประเมินความเสียหายในงบการเงินไตรมาสที่ 4 ซึ่งไตรมาส 3 น้ำเพิ่งจะมาท่วมช่วงท้ายๆ คาดจะเห็นผลกระทบในไตรมาส 4
ดังนั้นผลกระทบจากอุทกภัยในงบการเงินอาจจะรับรู้ช้า (Delay) ทำให้ ตลาดมีแนวโน้มโฟกัสระยะสั้น ที่งบไตรมาส 3 ก่อน แล้วค่อยไปตัดสินใจอีกครั้งเมื่อเห็นแนวโน้ม หรือ คาดการณ์งบไตรมาส 4
ดังนั้นผลกระทบจากอุทกภัยในงบการเงินอาจจะรับรู้ช้า (Delay) ทำให้ ตลาดมีแนวโน้มโฟกัสระยะสั้น ที่งบไตรมาส 3 ก่อน แล้วค่อยไปตัดสินใจอีกครั้งเมื่อเห็นแนวโน้ม หรือ คาดการณ์งบไตรมาส 4
มุมมองเทคนิค: SET Index ส่งสัญญาณรีบาวด์บริเวณ 1,560 จุด (Previous Low) ซึ่งเป็นจุดทดสอบแนวรับสำคัญ (Trend support) นอกจากนี้ RSI ฟื้นตัวพ้นเขต Oversold สร้างฐาน Bullish Divergence สนับสนุนการรีบาวด์เข้าหาโซนต้าน 1,580–1,600 จุด
จุดสังเกต: Volume Profile แรงขายชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดบริเวณ 1,560 จุด ปริมาณการซื้อขายเริ่มหมุนเวียนเข้าสู่หุ้นที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งกว่าตลาด (Outperformers) เช่น กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี
สรุป: ดัชนีเกิดภาพ “Technical Rebound” จากโซน 1,560 จุด ด้วยแรงหนุนของ Bullish Divergence บน RSI เป้าหมายรีบาวด์แรกอยู่ที่ 1,580 จุด และเป้าหมายหลัก 1,600 จุด โดยกำหนดจุด Stop Loss ไม่ควรลงต่ำกว่า 1,560 จุด
