‘คปภ.’สั่งประกันตั้งสำรองตามจริง-แยก 3 สถานะซ่อม รับมือเคลมทะลักหลังน้ำท่วมลด

HoonSmart.com>>เปิดผลการประชุมร่วม คปภ.-ภาคธุรกิจประกันภัย ครั้งที่ 2 รับมือคลื่นการเรียกร้องค่าสินไหมที่จะทะลักเข้ามาพร้อมกันหลังน้ำท่วมคลี่คลาย มุ่งปรับปรุงความแม่นยำของข้อมูล สั่งตั้งสำรองฯตามจริง ป้องกันสภาพคล่องตึงตัว-สะท้อนภาพรวมความเสียหายของระบบ แยก 3 สถานะการซ่อม มุ่งขจัดคอขวดในกระบวนการฟื้นฟูทรัพย์สินของประชาชน

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ได้มอบหมายให้นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ และนายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย ประชุมติดตามและเตรียมความพร้อมร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัย ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 เพื่อขจัดคอขวดในกระบวนการฟื้นฟูทรัพย์สินของประชาชน ที่จะมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทะลักเข้ามาพร้อมกันหลังน้ำท่วมลด  รวมถึงในการประเมินภาพรวมความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจประกันภัย และกำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยได้อย่างตรงจุด

เนื่องจาก ในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2569 ข้อมูลความเสียหายยังกระจัดกระจายและไม่ครอบคลุม

ทั้งนี้ จากผลการประชุมครั้งที่ 2 ได้จัดแนวทางการรับมือออก 3 ด้าน

1.ด้านข้อมูลและสภาพคล่องของบริษัทประกัน โดยคปภ. กำชับให้บริษัทประกันภัยประเมินวงเงินสำรองภัยพิบัติให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และตั้งสำรองให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาสภาพคล่องตึงตัว และสะท้อนภาพรวมความเสียหายของทั้งระบบ

พร้อมทั้งปรับปรุงการติดตามสถานะการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

บริษัทประกันภัย จะต้องทำการแยกแยะสถานะการซ่อมออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน คือ อยู่ระหว่างรอเข้าซ่อม,อยู่ระหว่างการซ่อมแซม และซ่อมแซมแล้วเสร็จ

เพื่อป้องกันปัญหาสถานะเทียม เพราะที่ผ่านมา กรณีซ่อมแซมรถยนต์ มีการตรวจพบปัญหากระบวนการทางบัญชีที่บันทึกว่า “ดำเนินการแล้ว” เพียงเพราะมีการจ่ายเงินงวดแรก แต่ในทางปฏิบัติรถยนต์ยังจอดค้างอยู่ในอู่

​การจำแนกข้อมูลระดับนี้ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถชี้จุดคอขวด ในห่วงโซ่การบริการได้อย่างตรงจุด

2.ด้านการจัดการกำลังคนและทรัพยากร เพื่อรับมือปริมาณคำร้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่จะทะลักเข้ามาพร้อมกันหลังน้ำลด ซึ่งจะกระทบต่อกำลังการให้บริการ

คปภ. แนะนำให้ภาคธุรกิจประกันภัยจัดสรรและกระจายบุคลากรผู้สำรวจภัย รวมถึงผู้ประเมินความเสียหายอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับปริมาณการแจ้งเคลมที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในพื้นที่ประสบภัย

ควบคู่กับการบริหารจัดการกระบวนการประเมินให้มีความคล่องตัวสูง เพื่อให้การอนุมัติและจ่ายค่าสินไหมทดแทนดำเนินไปได้อย่างไม่สะดุด

ให้จัดกลุ่มระดับความเสียหายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปออกเป็น 5 ระดับ  A–E ตามระดับน้ำที่เข้าถึงตัวรถ ช่วยลดระยะเวลาในการประเมินราคา และลดข้อพิพาทระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัท

ระดับ A น้ำท่วมถึงพรมพื้นรถยนต์ ค่าซ่อมประเมินไว้ที่ประมาณ 8,000 – 10,000 บาท

​ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ค่าซ่อมประเมินไว้ที่ประมาณ 15,000 – 20,000 บาท

​ระดับ C น้ำท่วมถึงบริเวณด้านล่างของคอนโซล ค่าซ่อมประเมินไว้ที่ประมาณ 25,000 – 30,000 บาท

​ระดับ D น้ำท่วมถึงบริเวณด้านบนของคอนโซล ค่าซ่อมประเมินไว้ที่ 30,000 บาทขึ้นไป

​ระดับ E รถจมน้ำทั้งคัน ให้พิจารณาเป็นความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) และจ่ายค่าสินไหมตามทุนประกันภัย

ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า มีการกำหนดโครงสร้างการประเมินแบบผสมผสาน (Hybrid Protocol) จะต้องใช้กระบวนการประเมินร่วมกันระหว่างความเสียหายของโครงสร้างตัวรถและชุดแบตเตอรี่ (Battery Pack) รวมถึงการอ้างอิงข้อกำหนดทางเทคนิคเฉพาะจากผู้ผลิตแต่ละราย (OEM Standards)

กำหนดกรอบจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 7 วัน สำหรับกรณีที่พิสูจน์ความเสียหายได้ชัดเจน

พร้อมปลดล็อกกระบวนการเอกสารกรณีสูญเสียสิ้นเชิง (Total Loss) ที่ติดภาระผ่อนชำระกับสถาบันการเงิน

3.ด้านการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และการลดขั้นตอน เนื่องจากการกู้คืนทรัพย์สินในภาวะวิกฤต บริษัทประกันภัยไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยลำพัง คปภ. ได้รับหน้าที่เป็น Central Hub ในการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก

ทั้งประสานกับธนาคาร และสถาบันการเงิน กรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) ที่ยังติดภาระไฟแนนซ์ เพื่อรวบรวมเอกสาร และ รับส่งเอกสารข้ามระบบ ช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติและจ่ายค่าสินไหม

ประสานงานจัดหาเครือข่ายรถยกและรถลาก รวมถึงการเปิดทางเข้าพื้นที่ปิดล้อม เพื่อให้ผู้สำรวจภัยเข้าเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกจากพื้นที่ประสบภัยได้เร็วที่สุด

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. เน้นย้ำหลักการสำคัญสำหรับผู้เอาประกันภัยว่า “ความปลอดภัยมาก่อน – แจ้งบริษัทไว้ก่อน – เก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้”

กรณี รถถูกน้ำท่วม ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้ระบบไฟฟ้าและเครื่องยนต์เสียหายหนักขึ้น ควรถ่ายภาพ/วิดีโอสภาพรอยคราบน้ำและตัวรถเมื่อปลอดภัย แล้วแจ้งบริษัทประกันภัยทันที

กรณี เอกสารสูญหายหรือถ่ายภาพไม่ทันขณะอพยพ ให้แจ้งเรื่องไว้กับบริษัทประกันก่อน แล้วจึงรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง

ทั้งนี้ ประชาชน สามารถการจัดตั้ง “ศูนย์รวมช่องทางเคลมประกันภัยทุกบริษัท” ผ่านเว็บไซต์ www.oic.or.th และ LINE Official Account @OICCONNECT (“คปภ.รอบรู้”)

รวมถึงการขยายบริการ สายด่วน คปภ. 1186 ตลอด 24 ชั่วโมง ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ถือเป็นการลดต้นทุนการค้นหาข้อมูล (Search Cost) การตรวจสอบสิทธิและแจ้งเคลมประกันภัยของประชาชนในยามวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ