บล.บัวหลวง มองทองปี’70 สดใส เป้า 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เปิดรายงาน Cross Asset ชี้ทองคำปี 2570 สดใส เป้า 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ รับแรงหนุนธนาคารกลางกว้านซื้อ-ETF พุ่ง แม้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ พร้อมมองแรงขายโตต่ำช่วยหนุนขาขึ้นต่อเนื่อง

บล.บัวหลวง ระบุว่า จากการรายงานประเด็นสำคัญในรายงาน Cross Asset เดือนตุลาคม Part 2 พบว่าในปี 2569 แม้ผลตอบแทนของทองคำจะค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 แต่ระหว่างทางการแกว่งตัวของราคามีความผันผวนสูง โดยราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดราว 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ในช่วงปลายเดือนมกราคม จากแรงหนุนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การอ่อนค่าของดอลลาร์ การคาดการณ์ดอกเบี้ยขาลง และกระแส Debasement Trade ก่อนที่ราคาจะปรับฐานแรงในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน เนื่องจากราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น จากนั้นในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ราคาเริ่มฟื้นตัวหลังจากสร้างฐานบริเวณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากแรงซื้อของกองทุน ETF ทองคำ แต่กลับถูกกดดันอีกครั้งในเดือนกันยายนหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

​สำหรับมุมมองต่อทองคำในปี 2570 ยังคงเป็นเชิงบวก แม้เส้นทางการฟื้นตัวจะยังมีแนวโน้มผันผวนก็ตาม โดยในกรณี Base Case คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 25 bps อีกหนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 ก่อนจะเข้าสู่ช่วงการคงอัตราดอกเบี้ย (Pause) ซึ่งจะทำให้ Real Yield ยังอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นและอาจจำกัดความเร็วของการฟื้นตัวของราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันนี้น่าจะน้อยกว่ากรณีที่ Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายครั้ง ขณะที่พฤติกรรมราคาในเดือนกันยายนเริ่มสะท้อนว่าทองคำสามารถทรงตัวได้ดีขึ้น แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) จะยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม

​การที่ราคาทองคำยังคงทรงตัวได้ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับ Real Yield เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดย Bond Yield ที่ปรับตัวขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหรือแนวทาง Hawkish ของ Fed ยังคงเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ อย่างไรก็ตาม หาก Long-term Yield ปรับตัวขึ้นจากความกังวลด้านฐานะการคลัง การกู้ยืมของภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ผลกระทบอาจแตกต่างออกไป เนื่องจากจะยิ่งตอกย้ำความกังวลต่อความยั่งยืนของหนี้สหรัฐฯ และความเสี่ยงจากการด้อยค่าของสกุลเงิน ซึ่งจะกลับมาช่วยเสริมบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

​ในขณะเดียวกัน ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนได้รับแรงหนุนจากปัจจัยที่มากกว่าการคาดเดเรื่อง Fed ลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว เห็นได้จากระดับการถือครองทองคำผ่าน ETF ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนกันยายน แม้ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยและราคาทองคำมีย่อตัวลงก็ตาม ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยในเดือนสิงหาคม ธนาคารกลางจีนได้เข้าสะสมทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ส่วนทางด้านโปแลนด์ยังคงเดินหน้าเพิ่มทุนสำรองทองคำจนเข้าใกล้เป้าหมาย 700 ตัน สะท้อนว่าอุปสงค์เชิงโครงสร้างยังคงมีบทบาทสำคัญ

​นอกจากนี้ ปัจจัยด้านอุปทานยังเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุน เนื่องจากอุปทาน (Supply) ของทองคำยังคงเพิ่มขึ้นในลักษณะอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ตัวเลขผลผลิตจากเหมืองทองคำจะทำระดับสูงสุดใหม่ แต่อัตราการเติบโตรายปีก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่อุปทานจากทองคำรีไซเคิลมีความผันผวนและตอบสนองต่อระดับราคาทองคำเป็นหลัก ส่งผลให้ Total Gold Supply ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเพียงในอัตรา Low-single-digit เท่านั้น

​จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะกลาง โดยในปี 2570 คาดว่าแรงซื้อจากธนาคารกลาง กระแสเงินลงทุนใน ETF ทองคำ ความกังวลด้านเสถียรภาพทางการคลัง และการเพิ่มขึ้นของอุปทานที่ยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยสร้างแรงหนุนต่อราคาได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้คาดการณ์เป้าหมายราคาทองคำปี 2570 ในกรณี Base-case ไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ และในกรณี Best-case ไว้ที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–