ดาวโจนส์ปิดลบ 443 จุด เงินเฟ้อต่ำกว่าคาด

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดผสมผสาน ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 443 จุด , Nasdaq บวก 63 จุด หลังรายงายข้อมูลเงินเฟ้อต่ำกว่าคาด ลดความกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนต.ค.นี้ ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดดเด่น บอนด์ยีลด์ยังสูง “ราคาน้ำมันดิบ” เพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 30 กันยายน 2569 ปิดแบบผสมผสานหลังจากรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ ที่สำคัญเผยให้เห็นว่าระดับราคาชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกันยายน ช่วยลดความคาดหวังของตลาดที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดดเด่น ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังคงปรับตัวสูงขึ้น

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 50,906.05 จุด ลดลง 443.87 จุด หรือ -0.86%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,651.54 จุด ลดลง 19.30 จุด, -0.25%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,861.06 จุด เพิ่มขึ้น 63.52 จุด, +0.24%

กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนปรับขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าระดับ 3.7% ที่นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งสำรวจโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ได้คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ตัวเลขดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ยังแสดงทิศทางที่เป็นบวกยิ่งขึ้น โดยเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับ 3.3% ในเดือนก่อนหน้า และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เช่นกัน

ข้อมูลจาก CME Group ระบุว่า นักลงทุนลดน้ำหนักการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมลงเหลือ 37% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้สูงกว่า 70% เมื่อสัปดาห์ก่อน

ตลาดหันมาจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานที่มีกำหนดจะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ โดยคาดการณ์ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 84,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม (เมื่อปรับค่าตามปัจจัยฤดูกาลแล้ว)

รายงานจาก ADP เกี่ยวกับการจ้างงานในภาคเอกชนยังแสดงให้เห็นว่าการจ้างงานมีความแข็งแกร่งในเดือนกันยายน โดยนายจ้างภาคเอกชนของสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 90,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 36,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูล GDP ไตรมาสที่ 2 ที่ปรับปรุงครั้งสุดท้ายได้รับการปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.2% (เมื่อเทียบเป็นรายปี) โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและการลงทุนที่ช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

อดัม เฮตต์ส หัวหน้าฝ่ายการลงทุนแบบผสมผสาน (Multi-Asset) ทั่วโลกและผู้จัดการกองทุนของ Janus Henderson Investors กล่าวว่า แม้ข้อมูลเงินเฟ้อจะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้บ้าง แต่ข้อมูลด้านตลาดแรงงานและตัวเลข GDP ที่แข็งแกร่งบ่งชี้ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อนี้ไม่น่าจะทำให้มุมมองของตลาดที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ต้องเปลี่ยนแปลงไป

นักวิเคราะห์จาก U.S. Bank Asset Management Group กล่าวว่า ตลาดประเมินว่ามีโอกาสถึง 75% ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งภายในช่วงกลางปีหน้า ซึ่งสะท้อนว่าตลาดไม่ได้มองว่าประเด็นเรื่องดอกเบี้ยนี้จบลงแล้ว แต่ก็อาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือน่ากังวลเท่ากับที่เคยคาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้นหลังจากดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคล (PCE) ออกมาในทิศทางที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งตอกย้ำแนวคิดที่ว่าเฟดสามารถรอปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงท้ายของการซื้อขาย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งโดยปกติจะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย เฟด ได้ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยในระหว่างวัน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากคาดการณ์เกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 5.298% จากที่พุ่งขึ้นทะลุระดับ 5.3% ในระหว่างวัน ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 5.642%

นอกจากนี้ตลาดหุ้นยังคงกังวลความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งยังคงทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ ทั้งนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ที่ระดับกลางของช่วงราคา 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

วันพุธเป็นวันสิ้นสุดเดือนและสิ้นสุดไตรมาสที่ 3 โดยในเดือนกันยายน ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.5% และดัชนี Dow ปรับตัวลดลง 4.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทำผลงานได้ดีกว่าโดยปรับตัวสูงขึ้น 1.9% ตลอดทั้งเดือน สำหรับภาพรวมไตรมาสที่ 3 ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 2% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 2.5% ส่วนดัชนี Dow ทำผลงานได้แย่กว่าตลาดโดยปรับตัวลดลง 2.7%

ในกลุ่มหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวโดดเด่น หุ้น Hewlett Packard Enterprise ปรับตัวขึ้น 3.9% หลังจากที่ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI รายนี้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ระยะยาวสำหรับธุรกิจเครือข่าย และประกาศข้อตกลงมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์กับ Vultr

หุ้น Moderna ร่วงลง 5.3% หลังจากที่ Citigroup ปรับลดคำแนะนำการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพแห่งนี้ลงจากระดับ “ถือ” (neutral) เป็น “ขาย” (sell)

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เป็นการปรับตัวลงรายเดือนครั้งแรกในรอบ 6 เดือน ด้วยแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ลดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงลง ขณะที่นักลงทุนกำลังวิเคราะห์ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลง 2.5% ในรอบเดือนนี้ และลดลง 1% ในไตรมาสที่ 3

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 634.89 จุด ลดลง 3.19 จุด, -0.50%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,606.00 จุด ลดลง 30.71 จุด, -0.29%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,964.51 จุด ลดลง 71.36 จุด, -0.89%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,199.19 จุด ลดลง 200.02 จุด, -0.79%

วิกฤตราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ภาวะการเงินของรัฐบาลที่ย่ำแย่ลง และการออกพันธบัตรจำนวนมาก ทำให้ธนาคารกลางหลักๆ รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรป ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นในเดือนนี้

นักวิเคราะห์ระบุว่า เริ่มตั้งแต่การประชุมที่แจ็กสัน โฮล (ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม) ที่เควิน วอร์ช ประธานเฟด มีท่าทีสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งสัญญาณถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจัยนี้ได้กำหนดทิศทางของตลาดตลอดทั้งเดือน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 14% ในเดือนนี้ และทำสถิติปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ท่ามกลางภาวะชะงักงันของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง 0.9% แต่ยังคงปิดเดือนด้วยการปรับตัวขึ้น 2.7% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นที่โดดเด่นที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ซึ่งถือเป็นดัชนีอ้างอิงของยูโรโซน ปรับตัวลดลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน แต่ยังคงทรงตัวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009

ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดลดการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในเดือนหน้าลง

หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดในแดนลบ โดยหุ้นกลุ่มธนาคาร และกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง 0.8% และ 0.7% ตามลำดับ ส่วนหุ้นกลุ่มประกันภัยปรับตัวลดลงมากที่สุดที่ระดับ 1.4%

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคของอังกฤษปรับตัวสูงขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ประกาศนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนนี้ โดยหุ้นของบริษัท Pennon, SSE และ National Grid ต่างปรับตัวขึ้นในช่วง 2% ถึง 2.6% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น 0.6%

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของอังกฤษขยายตัวรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสที่สอง ส่วนอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 1.04 ดอลลาร์ หรือ 1.16% ปิดที่ 90.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 94 เซนต์ หรือ 0.92% ปิดที่ 103.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–