“สาระ ล่ำซำ” เตือนแรงงานหด เงินออมทรุด ส่อฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation 

HoonSmart.com>>”สาระ ล่ำซำ” ชี้วิกฤตซ่อนเร้น “Elephant in the Room” เตือนไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation พร้อมจี้แก้โจทย์โครงสร้างประชากร-ช่องว่างเงินออมก่อนสาย

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต สะท้อนมุมมองต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก แต่มีโมเดลและระบบเชิงโครงสร้างการออมหลักๆ ทั้งระบบการออมขององค์กร ระบบการร่วมจ่าย (Co-payment) รวมถึงการวางรากฐานทางความคิดเรื่องการออมที่ชัดเจน

แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างแรงงานในปัจจุบัน พบว่าผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33, 39 และ 40 มีรวมกันราว 20 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานตามมาตรา 33 ซึ่งถือเป็นกำลังหลักในการสร้างรายได้ภาษี (Tax Inflow) ให้แก่ภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20-50% กลับกำลังเผชิญภาวะหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่เปรียบเสมือน “ช้างในห้อง” (Elephant in the room) หรือวิกฤตขนาดใหญ่ที่ทุกคนมองเห็นแต่กลับถูกละเลยและมองข้ามไป

ในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดัชนีบำนาญโลก (Mercer Global Pension Index) สะท้อนว่าระบบบำนาญของไทยไม่ได้อยู่ในระดับที่แย่ โดยมีสัดส่วนประมาณ 10.8-11.8% อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนเนื่องจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียงระดับ 2% กว่า และเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพ่วงเงินเฟ้อ (Stagflation) เนื่องจากความตึงตัวในการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกที่เผชิญปัญหาหดตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานระบบระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของประเทศผ่าน 3 กองทุนหลัก ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (กรมบัญชีกลาง) และกองทุนประกันสังคม กำลังแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ประชาชนไทยสูงถึง 65% มีเงินออมต่ำกว่า 200,000 บาท และอีก 37% ไม่มีประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นผลจากการขาดการปลูกฝังวินัยทางการเงินและพฤติกรรมการใช้จ่ายในยุคสื่อสังคมออนไลน์

ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือช่องว่างระหว่างสุขภาพและเงินออม โดยพบว่าคนไทยมีช่วงเวลาการมีสุขภาวะที่ไม่ดีหรือเผชิญภาวะพึ่งพิง (Healthspan Gap) ยาวนานถึง 10 ปี เช่น การป่วยด้วยโรคร้ายแรง อัลไซเมอร์ หรือภาวะติดเตียง ในขณะที่ระบบการทำงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้เกณฑ์การเกษียณอายุที่ 55 ปี ซึ่งเร็วกว่ากลุ่มประเทศ OECD ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงรุนแรงด้านรายได้หลังเกษียณที่ไม่เพียงพอ (Wealthspan) นายสาระจึงเสนอให้มีการผลักดันมาตรการบังคับออมเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการยึดหลัก ESG โดยเฉพาะการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ (Social) การสร้างความโปร่งใส (Governance) รวมถึงการยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านการเงินและสุขภาพ (Financial & Health Literacy) เพื่อรับมือกับวิกฤตโครงสร้างประชากรและสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว