กลุ่มแอร์เอเชียไทย-มาเลย์ ควงแขนสยบข่าวลือ มั่นใจไฮซีซั่น Q4/Q1/70 ดี

HoonSmart.com>>”  แอร์เอเชียไทย-มาเลย์” ควงแขนสยบข่าวลือ ตอกย้ำ !! ความเชื่อมั่นดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว มั่นใจ Q4/Q1/70 จุดเปลี่ยนไฮซีซั่น ดันกระแสเงินสดฟื้นกำไร 

วันนี้ (18 ก.ย.) เวลา 11.00 น. กลุ่มบริษัทแอร์เอเชียกรุ๊ป  ซึ่งประกอบด้วยบริษัท แอร์เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) และ แอร์เอเชีย กรุ๊ป เบอร์ฮาด (เดิมชื่อ แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เบอร์ฮาด) ร่วมกันแถลงข่าวสยบข่าวลือ แอร์เอเชีย ฯ มาเลเซีย  ประสบปัญหาสภาพคล่อง โดยมีผู้บริหารทั้งไทยและมาเลเซีย ร่วมแถลง และนักวิเคราะห์  ร่วมรับฟัง

นายโบ ลิงกัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท แอร์เอเชียกรุ๊ป  กล่าวว่า เดินหน้าบริหารจัดการด้านปฏิบัติการ การเงิน และฝูงบินเชิงรุกอย่างรัดกุม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบิน  โดยแผนการระดมทุนมุ่งเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างหนี้ การรีไฟแนนซ์ และการบริหารจัดการงบดุล เพื่อปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนระยะยาวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่สายการบินทั่วโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาน้ำมัน แรงกดดันด้านต้นทุน และการเปลี่ยนแปลงของตลาด แม้ว่าความท้าทายเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับทั้งอุตสาหกรรมและไม่ได้เกิดขึ้นกับแอร์เอเชียเพียงแห่งเดียว แต่ด้วยโมเดลสายการบินราคาประหยัดที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่น ผนวกกับการบริหารจัดการราคาค่าโดยสารเชิงกลยุทธ์และการเติบโตของรายได้เสริม (Ancillary Revenue) ทำให้กลุ่มบริษัทสามารถรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังคงมุ่งเน้นไปที่การเติบโตในระยะยาว

นายโบ ลิงกัม  กล่าวว่า ตลอดเส้นทาง 25 ปีที่ผ่านมา ผ่านพ้นวิกฤตมามากมาย โดยมีโควิด-19 เป็นความท้าทายที่หนักหนาที่สุด แต่สิ่งที่ต่างออกไปในวันนี้คือ ผู้คนยังคงบินได้และการเดินทางยังคงดำเนินต่อไป ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เราใช้แนวทางที่มีวินัยและรัดกุมในการบริหารธุรกิจ ทั้งการปรับแผนปริมาณที่นั่ง การควบคุมต้นทุน การหารืออย่างใกล้ชิดกับผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท แม้จะมีการคาดเดาต่าง ๆ ปรากฏในสื่อ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เป็นความจริง โดยขอให้ความมั่นใจได้ว่าเรายังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดำเนินธุรกิจให้มีความต่อเนื่องและพร้อมให้บริการผู้โดยสารของเราอย่างดีที่สุด”

ไตรมาสที่ 2 แอร์เอเชียสามารถชดเชยผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ราวร้อยละ 70 ผ่านการจัดการราคาค่าโดยสารแบบไดนามิกและการลดต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมัน นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังได้ปรับลดปริมาณที่นั่งลดลงร้อยละ 20-25 ในไตรมาสที่ 3 ตามกลยุทธ์ ซึ่งถือเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของภูมิภาค และขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเพิ่มปริมาณที่นั่งกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในไตรมาสที่ 4 เพื่อให้สอดรับกับช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปีที่คึกคักที่สุด

เดินหน้าบริหารจัดการฝูงบินและปรับเปลี่ยนสัดส่วนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนปรับปรุงฝูงบินระยะยาว กลุ่มบริษัทได้ส่งมอบเครื่องบินรุ่นเก่าที่ประหยัดน้ำมันน้อยกว่าคืนจำนวน 25 ลำ ภายใต้เงื่อนไขทางการค้าที่เอื้ออำนวย ซึ่งช่วยลดภาระค่าเช่าคงที่

แผนการระดมทุนของกลุ่มบริษัทมุ่งเป้าหมายไปที่การปรับโครงสร้างหนี้ การรีไฟแนนซ์ และการรวบรวมงบดุล เพื่อปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนระยะยาวให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มากกว่าที่จะนำมาอุดหนุนการขาดดุลจากการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว กลุ่มบริษัทยังคงบริหารจัดการสถานะเงินทุนและประเมินทางเลือกเชิงกลยุทธ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจถึงความยืดหยุ่นทั้งด้านการดำเนินงานและการเงิน ทั้งนี้ จะมีการประกาศอัปเดตอย่างเป็นทางการเมื่อได้ข้อสรุปตามเงื่อนไขที่ชัดเจนแล้ว ในระหว่างนี้ ขอให้ผู้มีส่วนได้เสียและตลาดรับฟังข้อมูลจากการประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการคาดการณ์ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

“แอร์เอเชียเป็นสายการบินที่พร้อมปรับตัว แก้ไข และหาโอกาสเดินหน้าต่อไปเสมอ ซึ่งเราได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วจากผลงานที่ผ่านมา เรายังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจและเสถียรภาพการดำเนินงาน ผ่านการพูดคุยและทำงานร่วมกับพันธมิตรหลักของเราอย่างใกล้ชิด การยึดมั่นในวินัยและการทำงานร่วมกันทั่วทั้งระบบนิเวศการบิน ทำให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและพร้อมรับโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึง ความแข็งแกร่งของเครือข่ายเราเห็นได้ชัดจากความสำเร็จล่าสุดของท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KUL) ที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นศูนย์กลางการบินนานาชาติ (Megahub) ที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก และเป็นศูนย์กลางสายการบินราคาประหยัดอันดับ 1 ของโลก¹ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่รักษาไว้ได้ตั้งแต่ปี 2566 โดยมีแอร์เอเชียเป็นสายการบินหลักที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายการเชื่อมต่อที่แข็งแกร่งนี้”

“โดยสรุปแล้ว เรากำลังบริหารจัดการความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมจากจุดแข็งที่เรามี พร้อมดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีกำไร เรามีมุมมองเชิงบวกต่อช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูงในไตรมาสที่ 4 และยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพระยะยาวของแอร์เอเชีย เรามุ่งเน้นไปที่รากฐานสำคัญของธุรกิจ และจะไม่ยอมเสียสมาธิไปกับการคาดการณ์ที่ไร้มูลความจริงจากแหล่งข่าวที่ไม่ระบุตัวตน”

AAV  ชู Q4 ไฮซีซั่นดันเงินสด ฟื้นกำไร–ฝูงบินกลับ 63 ลำ

ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์

ด้านนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ กรรมการ AAV กล่าวว่า ผลดำเนินงาน Q3 เป็นช่วงปรับฐาน โลว์ซีซั่น อีกทั้งต้นทุนน้ำมันพุ่ง บริษัท ฯ ได้ เดินหน้าลดเที่ยวบินกว่า 20% เน้นรักษาสภาพคล่องและคุณภาพรายได้ ขณะที่ดีมานด์ตั๋วล่วงหน้ายังแข็งแรง คาด Q4–Q1/70  เข้าสู่ไฮซีซั่น  พร้อมนำฝูงบินกลับมาให้บริการเต็ม 63 ลำในเดือน พ.ย. จับตา Q4 พลิกกำไร แต่ทั้งปียังมีโอกาสขาดทุนจากแรงกดดันใน Q2–Q3

ดีมานด์ยังไม่หาย แม้ลด Capacity

ภาพรวมล่าสุดของ Asia Aviation (AAV) สะท้อนกลยุทธ์ “ลดเที่ยวบินเพื่อรักษามาร์จิ้น” มากกว่าการลดกำลังการบินจากภาวะดีมานด์ถดถอย โดยบริษัทระบุว่ายอดจองล่วงหน้าในราคาปกติยังอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่การลดเที่ยวบินใน Q3 ราว 20% กว่า เป็นการตอบรับทั้งฤดูกาลโลว์ซีซั่นและต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเทียบกับรูปแบบปกติของธุรกิจสายการบิน บริษัทมองว่าการลด Capacity ในช่วงโลว์ซีซั่นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยในอดีตมีการปรับลดเที่ยวบินราว 10–15% อยู่แล้ว ดังนั้นการลดเที่ยวบินมากกว่า 20% ในรอบนี้จึงสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่เข้ามาซ้อนทับกับฤดูกาลท่องเที่ยว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทไม่ได้ส่งสัญญาณว่าดีมานด์หายไป แต่เลือก “ขายให้น้อยลงในช่วงต้นทุนสูง” เพื่อรักษาคุณภาพรายได้และลดการบินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ

Q4–Q1 จุดเปลี่ยนสำคัญ

ฝ่ายบริหารมองว่า Q4 จะเข้าสู่ช่วง High Season ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องบินสามารถกลับมาทำการบินเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยอดจองล่วงหน้าที่กล่าวถึงอยู่ในระดับประมาณ 80% ปลาย ๆ หรือราว 86%

หากยอดจองดังกล่าวยังคงรักษาโมเมนตัมได้ การกลับมาเพิ่ม Capacity ในช่วง Q4–Q1 จะมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของกระแสเงินสด เพราะธุรกิจสายการบินมีลักษณะ Seasonal อย่างชัดเจน รายได้จากการขายตั๋วในช่วง High Season จะช่วยชดเชยแรงกดดันจากช่วง Low Season ก่อนหน้า

ดังนั้น Q4 จึงไม่ได้มีความหมายเพียง “กำไรกลับมา” แต่เป็นช่วงเวลาที่ตลาดจะจับตาว่า AAV สามารถเปลี่ยน Demand ที่มีอยู่ มาเป็น Cash Flow ได้มากน้อยเพียงใด

สภาพคล่องยังเป็นตัวแปรหลัก

แม้บริษัทประเมินว่าสภาพคล่องยังเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ยอมรับว่าภาวะการเงินมีความตึงตัวตามสภาพอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง และ

Q4 มีโอกาสพลิกกำไร แต่ทั้งปียังไม่พ้นแรงกดดัน

จากข้อมูลฝ่ายบริหาร ภาพรวมทั้งปี ยังมีแรงกดดันจากผลขาดทุนใน Q2 และ Q3 แม้คาดว่า Q4 จะกลับมามีกำไร แต่กำไรดังกล่าวอาจยังไม่มากพอที่จะชดเชยผลกระทบทั้งหมด ทำให้ภาพรวมทั้งปีอาจยังอยู่ในลักษณะ “ขาดทุนลดลง” มากกว่าการกลับมาเป็นกำไรเต็มรูปแบบ

ประเด็นสำคัญ จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า Q4 จะกำไรหรือไม่ แต่คือ “กำไร Q4 จะมากพอแค่ไหนเมื่อเทียบกับขาดทุนที่สะสมในครึ่งปีแรก -1,485 ล้านบาท และผลกระทบจาก Q3”

สำหรับราคาน้ำมันยังเป็น ตัวแปรสำคัญที่สุดตัวหนึ่งต่อผลประกอบการ AAV เนื่องจาก ต้นทุนน้ำมันเป็นต้นทุนหลักของสายการบิน ซึ่งบริษัท ฯ ระบุว่า ปัจจุบันไม่ได้ทำ Hedging น้ำมันในสัดส่วนสูงเหมือนในอดีต เนื่องจากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการป้องกันความเสี่ยงด้านต้นทุนมีข้อจำกัด

ขณะที่ฝ่ายบริหารประเมินว่าราคาน้ำมันเครื่องบินในภาวะปกติควรอยู่บริเวณ 85–95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไม่ควรเกินระดับ 100 ดอลลาร์

ฝูงบิน FD ไม่ได้ลดถาวร

สำหรับ Thai AirAsia  หรือ FD   บริษัทระบุว่า มีฝูงบินประมาณ 60–63 ลำ โดยช่วง Q3 มีเครื่องบินที่ทำการบินอยู่ประมาณ 55 ลำ ขณะที่ส่วนที่เหลือเข้าสู่กระบวนการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ในช่วง Low Season คาดว่าจะนำเครื่องบินกลับมาให้บริการครบ 63 ลำในเดือนพฤศจิกายน และไม่มีแผนลดขนาดฝูงบินอย่างถาวร

หากทำได้ตามแผน ประเด็นนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะหมายความว่า Capacity ที่หายไปใน Q3 เป็นลักษณะ Temporary Capacity Reduction มากกว่าการปรับโครงสร้างฝูงบินถาวร

และเมื่อเข้าสู่ High Season เครื่องบินที่กลับมาให้บริการจะสามารถรองรับ Demand ที่บริษัทระบุว่ามียอดจองล่วงหน้าสูงได้เต็มที่มากขึ้น

XJ เน้น “เล็กแต่รอด”

ด้าน Thai AirAsia X หรือ XJ ปัจจุบันมีเครื่องบินประมาณ 7 ลำ หลังจากลดฝูงบินจากช่วงก่อนหน้า และหันมาเน้นเส้นทางที่บริษัทมองว่ามีศักยภาพมากกว่า เช่น ญี่ปุ่น คาซัคสถาน และเดลี

ขณะที่เส้นทางเกาหลีถูกยกเลิก เนื่องจาก Load Factor อยู่เพียงระดับ 60% กว่า และบางเส้นทางถูกปรับให้ใช้เครื่องบินขนาดเล็กของ FD แทน

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจาก “ขยายฝูงบินเพื่อสร้างรายได้” มาเป็น “เลือก Capacity ให้เหมาะกับ Demand” ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความสำคัญมากในช่วงต้นทุนน้ำมันสูง

XJ เดินตามแผนฟื้นฟู ไม่ต้องเพิ่มทุน

สำหรับ XJ ฝ่ายบริหารระบุว่าสามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการได้ตามเป้าหมาย และไม่มีผลขาดทุนสะสมตามที่ระบุในข้อมูลการให้สัมภาษณ์

บริษัทได้รับอนุมัติให้ชะลอการชำระหนี้ในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อรักษากระแสเงินสดในช่วงที่ต้นทุนเชื้อเพลิงสูง ขณะที่หนี้คงเหลืออยู่ในระดับประมาณ 1,000 ล้านบาทเศษ

จุดที่น่าสนใจคือบริษัทระบุว่าไม่จำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าให้ XJ พึ่งพากระแสเงินสดจากการดำเนินงานของตัวเอง

ทั้งนี้ XJ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตั้งแต่ปี 2022 และศาลล้มละลายกลางอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการในปี 2023 โดยแผนดังกล่าวมีทั้งการปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารฝูงบินเพื่อสร้างกระแสเงินสดกลับมา (AirAsia Newsroom⁠ )

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ภาพการลงทุน AAV กำลังอยู่ในช่วง “ผ่านจุดยากของ Low Season แต่ยังต้องพิสูจน์การฟื้นตัวของกำไร” โดย Catalyst สำคัญอยู่ที่ Q4 ซึ่งจะเป็นบททดสอบว่า ดีมานด์ที่แข็งแรงและยอดจองล่วงหน้าสูง สามารถแปลงเป็นรายได้และกระแสเงินสดได้จริงหรือไม่

ขณะที่ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ราคาน้ำมันและต้นทุนทางการเงิน หากต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การเพิ่ม Capacity อย่างรวดเร็วอาจไม่ได้แปลว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน

ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันเริ่มผ่อนคลาย ขณะที่ค่าโดยสารและ Load Factor ยังคงอยู่ในระดับแข็งแรง การนำเครื่องบินกลับมาให้บริการเต็มฝูงในช่วง High Season จะเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่ม Operating Leverage ให้ AAV ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น Q4 จึงเป็น “Quarter of Proof” ของ AAV — พิสูจน์ว่าการลด Capacity ในช่วงวิกฤตต้นทุนครั้งนี้ สามารถเปลี่ยนเป็นการฟื้นตัวของกำไรและกระแสเงินสดเมื่อเข้าสู่ High Season ได้จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม  เรื่อง “AirAsia Group” กับ “AAV”  ต้องแยกกันให้ชัด เพราะเป็นคนละระดับของโครงสร้างธุรกิจและหนี้สิน โดยเฉพาะข่าวล่าสุดเกี่ยวกับ AirAsia Group ในมาเลเซียที่กล่าวถึงหนี้ 18.4 พันล้านริงกิต ไม่ควรนำมาเหมารวมเป็นหนี้ของ AAV  โดยตรง