ดาวโจนส์ร่วง 328 จุด บอนด์ยีลด์พุ่ง ลุ้น ! เฟดตัดสินใจดอกเบี้ย

HoonSmart.com>> ดาวโจนส์ปิดลบ -328 จุด บอนด์ยีลด์พุ่ง ก่อนเฟดตัดสินใจดอกเบี้ย ในวันพุธ-พฤหัสนี้ 

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 15 กันยายน 2569 ปิดลบเป็นวันที่สองติดต่อกัน จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนยังคงรอดูสถานการณ์

ขณะที่เตรียมรับมือกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,093.11 จุด ลดลง -328.09 จุด, -0.63%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,585.73 จุด ลดลง 34.25 จุด, -0.45%

ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,981.57 จุด ลดลง 204.84 จุด, -0.78%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ปรับตัวขึ้นสู่

ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 โดยแตะระดับ 5.041% ก่อนย่อตัวลง มาอยู่ที่ระดับ 5.00% ตอกย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น การขาดดุลทั่วโลก และภาวะเงินเฟ้อ

ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในวงกว้างได้กดดันหุ้นเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่ม พลังงาน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงเหตุโจมตีระลอกใหม่ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย

ปีเตอร์ ทัซ ประธานบริษัท Chase Investment Counsel กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงราคา เชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล แนวโน้มที่ค่อนข้างแน่นอนว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้นในระบบนิเวศของอุตสาหกรรม AI แล้ว จึงไม่ต้องรีบรุกเข้าสู่ตลาดขณะที่สถานการณ์บางส่วนยังไม่มีความชัดเจน

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้เริ่มการประชุมนโยบายการเงินที่ใช้เวลาสองวัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันพุธด้วยการประกาศมติเรื่องอัตราดอกเบี้ย

ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด !! ชี้ให้เห็นว่า ตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง อีกทั้งข้อมูลเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นเกือบ 25% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ตลาดการเงินได้ประเมินความเป็นไปได้ 94.5% ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed funds rate) 0.25% จากระดับปัจจุบัน 3.5%-3.75% ในวันพุธนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 33.1% เมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้า จากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่าสามปี

นักลงทุนรอการเปิดเผยแนวโต้มกาคาดการณ์ดอกเบี้ยหรือ “dot plot” ควบคู่ไปกับการแถลงข่าวของเควิน วอร์ซ ประธานเฟดที่ อาจช่วยให้มีสัญญานเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน

พอล โนลเต้ ที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งอาวุโสและนักกลยุทธ์การตลาดจากบริษัท Murphy & Sylvest กล่าวว่า นี่อาจไม่ใช่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่จะเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาเงินเฟ้อ และผลกระทบกำลังเริ่มลุกลามไปยังภาคส่วนอื่นๆ ของตลาด

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หลังจากซาอุดีอาระเบีย ปิดท่อส่งน้ำมันสำคัญที่เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนต์ และราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต ปิดเหนือระดับ 100ดอลลาร์ในวันจันทร์ และปรับขึ้นต่อในวันอังคาร

อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผู้กู้ที่มีภาระหนี้สินสูง รวมถึงบริษัทที่ทุ่มเดิมพันครั้งใหญ่กับเทคโนโลยี AI

อย่างไรก็ตาม การการปรับตัวลดลงของดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ชะลอลงด้วยแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเผชิญแรงกดดันในการซื้อขายวันก่อนหน้า

โดยหุ้น Coherent ปรับตัวขึ้นเกือบ 2% ขณะที่ Advanced Micro Devices ปรับตัวขึ้น 2% และ Qualcomm ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% แม้นักลงทุนยังจับตาผลกระทบจากบทความของดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตลาดหุ้นยุโรป : 

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบที่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงบั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน ก่อนที่จะมีการประกาศผลการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ดัชนี STOXX 600 ปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน ขณะที่ตลาดหุ้นหลักส่วนใหญ่ในภูมิภาคต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 634.18 จุด ลดลง 1.81 จุด, -0.28%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,658.13 จุด ลดลง 39.44 จุด, -0.37%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,090.28 จุด ลดลง 27.50 จุด, -0.34%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,402.28 จุด ลดลง 38.53 จุด, -0.15%

หุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มบริการทางการเงิน เป็นปัจจัยหลักที่ฉุดตลาด โดยปรับตัวลดลง 0.9% และ 1.9% ตามลำดับ ทั้งนี้ หุ้น UBS ร่วงลง 3.4% ส่งผลให้เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600

หุ้นในกลุ่มนี้เผชิญแรงกดดันหลังจากที่ไบรอัน มอยนิฮาน ซีอีโอของ Bank of America ออกมาเตือนว่า รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (investment banking) ของธนาคารอาจลดลงอย่างน้อย 10% ในไตรมาสที่ 3 และคาดว่ารายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ (sales and trading) จะทรงตัวหรือแทบไม่เปลี่ยนแปลง

หุ้น L’Oreal กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง ได้แซงหน้า LVMH เจ้าของแบรนด์ Louis Vuitton ขึ้นแท่นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าสูงสุดของฝรั่งเศส ในขณะที่กลุ่มธุรกิจสินค้าหรูยังคงเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัวและผลประกอบการที่อ่อนแอ

นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่บริษัทซึ่งไม่ได้ทำธุรกิจสินค้าหรูสามารถครองอันดับหนึ่งในตลาดหุ้นปารีสได้เมื่อปิดตลาด
ราคาหุ้น LVMH ปรับตัวลดลง 2.6% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าหรูของยุโรป ลดลง 1.5%

ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ได้พุ่งทะลุระดับ 5% เมื่อวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในยูโรโซนก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 17 ปีเช่นกัน

หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลง แม้ว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น 1.3% ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ทั้งนี้ เหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวและในพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยิ่งทำให้มีความกังวลด้านอุปทานมากขึ้น อีกทั้งตอกย้ำความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากธนาคารกลางหลักต่างๆ

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองของปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้นักลงทุนต่างจับตาไปที่การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันพุธ โดยข้อมูลจาก LSEG ชี้ว่านักลงทุนประเมินโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่า 90%

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ จำนวนตำแหน่งงานว่างในสหราชอาณาจักรปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ก่อนหน้าการประชุมเพื่อกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษในวันพฤหัสบดี ซึ่งคาดว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

ส่วนในเยอรมนี ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทรงตัวในเดือนกันยายน ขณะที่มุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 4.44 ดอลลาร์ หรือ 4.38% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 3.07 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 108.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล


 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–