บอร์ด EV อนุมัติรื้อภาษี ค่ายญี่ปุ่นลงทุนเพิ่ม 5 หมื่นล้านบ.

HoonSmart.com>>ผลการประชุมบอร์ดอีวีวันนี้ เห็นชอบรื้อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ผูกเงื่อนไขใช้ Local Content บีบนำเข้าต้องลงทุนผลิตจริง คาดเงินลงทุนสะสม xEV ทะลุ 1.5 แสนล้านบาท ค่ายรถญี่ปุ่นลงทุนเพิ่ม 5 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการบอร์ดอีวี เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดอีวี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยยึดหลักการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว (Investment-Driven Import) การผูกเงื่อนไขนำเข้ากับการลงทุนผลิตจริง, การดันไทยเป็นศูนย์กลางผลิตและส่งออกระดับภูมิภาคและโลก (Regional and Global Export Hub), การยกระดับการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศ (High Value-Added Local Content) พร้อมส่งเสริมการจ้างงาน, การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ระหว่างรถผลิตในประเทศและรถนำเข้า และการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Suppliers) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน

ภายใต้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่จะกำหนดอัตราภาษีแตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการขยายฐานการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในไทย ดังนี้

1.กลุ่มนำเข้าสำเร็จรูปโดยไม่มีโรงงานในไทย จะมีอัตราภาษีที่สูงขึ้น

2.กลุ่มนำเข้าโดยผู้ผลิตที่มีโรงงานในไทย กรณีจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะมีการกำหนดปริมาณนำเข้าโดยพิจารณาเชื่อมโยงกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างในประเทศไทย

3.กลุ่มผลิตในประเทศ (Local Content ปานกลาง) รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่ยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในประเทศได้ เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียมที่มีปริมาณผลิตน้อยแต่มีศักยภาพพัฒนาในอนาคต จะได้อัตราภาษีตามสัดส่วน

4.กลุ่มผลิตในประเทศ (Local Content สูง) รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ จะได้รับอัตราภาษีสิทธิประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ อัตราภาษีจะลดหลั่นตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่ดูแลห่วงโซ่การผลิตตลอดวงจรชีวิต รวมถึงบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและซากรถยนต์อย่างเป็นระบบ และ

คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน เพื่อผลักดันสถานีชาร์จและปรับปรุงกฎระเบียบ

นอกเหนือจากนี้ยังมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังศึกษามาตรการส่งเสริมการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มเติม

การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) อยู่ที่ 126,950 คัน พุ่งขึ้น 88% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์กลุ่ม xEV (BEV, HEV และ PHEV) มีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 55% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

​ขณะที่ข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีการอนุมัติโครงการในอุตสาหกรรม EV และกิจการที่เกี่ยวข้องรวม 189 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุน 151,372 ล้านบาท แบ่งเป็น

1.กิจการผลิตแบตเตอรี่ มูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 87,073 ล้านบาท

2.กิจการผลิตรถยนต์ BEV มูลค่า 38,563 ล้านบาท

3.กิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ มูลค่า 12,558 ล้านบาท

4.โครงสร้างพื้นฐาน สถานีอัดประจุไฟฟ้าได้รับการส่งเสริมแผนติดตั้งรวม 23,135 หัวจ่าย โดยเป็นแบบ Quick Charge จำนวน 10,249 หัวจ่าย คิดเป็น 85%ของเป้าหมาย 12,000 หัวจ่ายภายในปี 2573

นอกจากนี้ ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตเดิมในไทย ได้แก่ มิตซูบิชิ, ฮอนด้า, มาสด้า และอีซูซุ ได้ประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ปรับปรุงสายการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รองรับเทคโนโลยี HEV, MHEV และรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ

สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่ได้ขับเคลื่อนจากผู้ผลิต BEV รายใหม่เท่านั้น แต่ผู้ผลิตรายเดิมกำลังเร่งปรับฐานการผลิตในประเทศไทยให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกด้วย

​นายนฤตม์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้ง BEV, HEV, PHEV และเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต

ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตยานยนต์ในระยะยาว

โจทย์สำคัญคือการออกมาตรการที่เปิดกว้างต่อเทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญในการปรับสมดุลระหว่างการนำเข้าและการลงทุนในประเทศ พร้อมส่งเสริมการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี และการจ้างงานที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อตอกย้ำสถานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกที่พร้อมรับทุกเทคโนโลยีแห่งอนาคต