ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงเป้า GDP ปี’69 โต 2% หนี้ไหลกลับเป็น NPL พุ่ง-ต้นทุนหุ้นกู้เพิ่ม

HoonSmart.com >>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คงประมาณการ GDP ปี 69 ขยายตัว 2.0% แบบ K-Shape เหตุครึ่งปีหลังแผ่วจากแรงกดดันรอบด้าน ดุลบัญชีเดินสะพัดเสี่ยงขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนี้ไหลกลับเป็น NPL พุ่งขึ้นทั้งรายใหญ่-เอสเอ็มอี บอนด์ยีลด์พุ่งดันต้นทุนการออกหุ้นกู้เพิ่ม คาด กนง.คงดอกเบี้ย 1% ค่าบาทสิ้นปี 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  ด้านทริสฯมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกระจุกตัวถึงปีหน้า เพิ่ม GDP ปี 69 โต 2.0% จาก 1.8% ส่วนปี 70 อยู่ที่ 2.2% 

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ยังคงประมาณการไว้ที่ 2% โดยมีลักษณะการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง (K-Shape) และจะชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง

แม้จะมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI และการลงทุนภาคเอกชนในกลุ่ม Data Center ที่เปลี่ยนผ่านจากช่วงก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมมาสู่ช่วงการติดตั้งเครื่องจักร

อย่างไรก็ดี โมเมนตัมการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มชะลอตัวลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เผชิญมาตรการ Section 301 ในอัตรา 12.5%

ด้านอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 1.8% ตลอดทั้งปี ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3%

แม้ว่าช่วงไตรมาส 4 จะมีปัจจัยเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกดดันราคาอาหารสดและผลผลิตทางการเกษตรให้เร่งตัวขึ้นก็ตาม แต่เนื่องจากการส่งผ่านต้นทุนไปยังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังทำได้จำกัดจากกำลังซื้อที่เปราะบางและมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปีเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ในขณะที่ความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าจะผ่านจุดรุนแรงที่สุดไปแล้วและจะไม่ยืดเยื้อ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้สหรัฐฯ พยายามผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียดลง

ดร.ลลิตา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้อาจเสี่ยงขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมูลค่าการนำเข้ามีแนวโน้มขยายตัวเร่งสูงกว่าการส่งออกอย่างชัดเจน

โดยในช่วงเวลาเพียง 7 เดือนแรกของปี ตัวเลขการขาดดุลได้พุ่งสูงขึ้นจนใกล้เคียงกับสถิติเดิมในช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ปี 2565 ที่เคยติดลบสูงถึงประมาณ 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยหลักมาจากการนำเข้านำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางเพื่อผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรเพื่อรองรับการลงทุน Data Center ตลอดจนการนำเข้าพลังงานในระดับสูง และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน

ขณะเดียวกัน วงเงินกู้ของรัฐบาลจำนวน 4 แสนล้านบาท กำลังจะกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ดันให้หนี้สาธารณะของไทยชนเพดาน 70% ของ GDP เร็วขึ้นภายในปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เพดานการก่อหนี้ทางการคลัง (Fiscal Space) บีบตัวแคบลงอย่างมากทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมาตรการทางการคลังในระยะข้างหน้า ต้องพึ่งพาการดำเนินงานผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี มองว่าบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะยังไม่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating)ลงในทันที เนื่องจากการพิจารณาไม่ได้อิงเพียงสัดส่วนหนี้สาธารณะเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง และแนวโน้มการบริหารจัดการคลังเพื่อเข้าสู่ดุลยภาพ (Fiscal Consolidation) ในระยะยาว

ทั้งนี้ เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 แสนล้านบาทแรกสำหรับโครงการกระตุ้นการบริโภคของผู้มีรายได้น้อย ช่วยประคองการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 3 ได้เพียงระดับหนึ่งเนื่องจากประชาชนเน้นใช้จ่ายกับสินค้าจำเป็น และพฤติกรรมของประชาชนบางส่วนเน้นการเก็บออม (Saving) เพิ่มสูงขึ้น

ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทหลังที่เป็นมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับอนาคต คาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ในไตรมาส 4 ซึ่งจะยังไม่เห็นผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงปีนี้ถึงปีหน้า แต่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว (Long-term Impact) เป็นหลัก

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า วิกฤตความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและ SME กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากความสามารถในการชำระคืนที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ลูกหนี้ที่เคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไหลกลับมาเป็นหนี้เสีย (NPL) ซ้ำอีกครั้ง

ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เผยให้เห็นภาพรวมสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) ในไตรมาส 2 ที่สะท้อนว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อภาคธุรกิจ จากทั้งต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว และความเสี่ยงรอบด้าน ส่งผลให้หนี้เสีย (NPL) ของสินเชื่อธุรกิจในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ยังคงทรงตัวและมี NPL อยู่ในระดับต่ำเพียง 2% เศษ เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและสภาพคล่องสูง ในทางกลับกัน สินเชื่อกลุ่ม SME เผชิญแรงกดดันหนัก โดยมีแนวโน้ม NPL พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับกว่า 10% (ซึ่งรวมข้อมูลจากผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงินด้วย)

​ขณะเดียวกัน แม้กลุ่มหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ จะชะลอตัวลง แต่เป็นผลมาจากการที่ธนาคารเร่งปรับโครงสร้างหนี้ล่วงหน้า ประกอบกับมีหนี้บางส่วนที่ค้างชำระเดิมไหลลงไปเป็น NPL โดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาหนี้ตกค้างตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 รวมถึงสินเชื่อที่ปล่อยหลังเปิดประเทศ ยังคงเป็นภาระสะสมที่ธนาคารต้องบริหารจัดการ เนื่องจากความสามารถในการชำระหนี้และศักยภาพทางธุรกิจของลูกหนี้ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้หนี้ที่เคยผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ทยอยไหลกลับมาเป็น NPL ซ้ำอีกครั้ง โดยในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มีสัดส่วนการไหลกลับเป็น NPL สูงถึงประมาณ 19% ส่วนกลุ่ม SME มีสัดส่วนการไหลกลับสูงกว่ากลุ่มรายใหญ่อยู่ที่ 22.2%

สถานการณ์ดังกล่าวกดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและปฏิเสธสินเชื่อแก่ผู้กู้ที่ขาดหลักประกันหรือมีประวัติค้างชำระ

ส่งผลให้สินเชื่อ SME ในปีนี้มีแนวโน้มหดตัวลึกขึ้นเป็น -4.8% และอัตราส่วน NPL ของ SME ตามฐานข้อมูล NCB ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับกว่า 10% ขณะเดียวกัน สินเชื่ออุปโภคบริโภคประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีหลักประกันอื่นก็หดตัวลงอย่างแรง

จากการที่พอร์ตสินเชื่อลดลงตามการชำระคืนหนี้มากกว่าการปล่อยใหม่ นำไปสู่การปรับลดประมาณการหดตัว -0.3%

อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการลดสัดส่วนหนี้ (De-leveraging) ของภาคครัวเรือนจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปีนี้จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 84% จากที่เคยพุ่งสูงถึง 95.5% ในช่วงโควิด-19 แต่กระบวนการปรับลดหนี้นี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาลากยาวต่อไปอีก 1-2 ปี เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงกดดันกำลังซื้อและต้นทุนของธุรกิจ

ในขณะเดียวกัน ตลาดการเงินเริ่มเผชิญความท้าทายจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชน ภายหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนการซื้อพันธบัตรวงเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่เกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อ Bond Yield ของไทยในระยะสั้นยังถูกจำกัดไว้ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 1% แต่ Yield ระยะยาว เช่น พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อาจขยับขึ้นตามทิศทางตลาดโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชน โดยผู้ประกอบการที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต่ำจะต้องแบกรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Credit Spread) ที่กว้างขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายสำคัญในการระดมทุนช่วงที่เหลือของปี

อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ยังคงได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อเพื่อการอยู่อาศัย ส่งผลให้สินเชื่อรวมในไตรมาสที่สองกลับมาขยายตัวได้ 0.6% และคาดว่าทั้งปีจะเติบโตได้ที่ 0.5% โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาดที่ 5.6% เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการต้นทุนการเงินผ่านการผสมผสานระหว่างการเพิ่มทุน การออกหุ้นกู้ และการใช้สินเชื่อธนาคาร ขณะที่สินเชื่อบ้านได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากตลาดบ้านมือสอง ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ด้านค่าเงินบาท ประเมินว่าสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะสั้นอาจปรับตัวแข็งค่าตามจวัตถุของการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันและกลับมาอ่อนค่าได้ หากตลาดหันกลับมาพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังคงเปราะบางไม่ว่าจะเป็นภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ไม่พร้อมกันในหลายภาคส่วน และปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลึกเป็นประวัติการณ์

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เช่น สัญญาณการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนขึ้นของธนาคารกลางต่างประเทศ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงกดดันที่อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป

ทางด้านสถาบันจัดอันดับทริสเรทติ้งคาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะยังคงเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงจนถึงปี 2570 โดยการลงทุนและการส่งออกจะยังคงขยายตัวสูงกว่าการบริโภคภาคเอกชนต่อไป โดยทริสฯปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 2.0% จาก 1.8% และคาดว่าจะดีขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570 ทั้งนี้ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าคาดและการส่งออกสินค้าที่ยังคงแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนแนวโน้มการเติบโต อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อุปสงค์โลกที่ชะลอตัว และความผันผวนของราคาน้ำมันยังคงเป็นความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ

การลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากและเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่แข็งแกร่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะยังคงซบเซา เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังคงจำกัดกำลังซื้อแม้จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงก็ตาม

ปัจจัยภายนอกมีแนวโน้มที่จะเอื้อต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะต่อไป ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดมูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิง ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังคงฟื้นตัวต่อไป อย่างไรก็ตาม ดุลการค้ามีแนวโน้มที่จะขาดดุลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 เนื่องจากความต้องการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่ยังแข็งแกร่งจะทำให้การนำเข้ายังคงขยายตัวในระดับสูง