HoonSmart.com>> ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดร่วง ดาวโจนส์ลบ 405 จุด ราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า3% น้ำมันเบรนท์ ทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ก่อนประกาศอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 9 กันยายน 2569 ปิดลบ เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ก่อนการประกาศข้อมูลอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,380.66 จุด ลดลง 405.41 จุด, -0.77%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,636.36 จุด ลดลง 37.16 จุด, -0.48%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,253.34 จุด ลดลง 168.07 จุด, -0.64%
ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานในตะวันออกกลางมากขึ้น ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ปิดตลาดสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 96.05 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาปิดสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมสำหรับทั้งสองชนิด
ความกังวลว่าปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า โดยข้อมูลจาก CME Group ระบุว่า ขณะนี้เทรดเดอร์มองว่ามีโอกาส 60% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับที่คาดการณ์ไว้เมื่อวันก่อน
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้มีความกังวลต่อเงินเฟ้อและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น แม้กระทรวงการคลังประกาศแผนเพิ่มวงเงินการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวขึ้นอีก 3 เท่า เป็นมูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วที่ระบุว่าจะเพิ่มวงเงินการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า
กระทรวงการคลังสหรัฐแถลงว่า จะซื้อคืนพันธบัตรในวันพฤหัสบดี โดยจะใช้เวลาดำเนินการ 20 นาที และจะสิ้นสุดในเวลา 14.00 น. ตามเวลาสหรัฐ
ภายหลังการประกาศ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.857% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 โดยก่อนหน้านี้ในวันอังคาร อัตราผลตอบแทนได้ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4.8% ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
นักลงทุนบางส่วนยังคาดการณ์ว่า กระทรวงการคลังอาจซื้อคืนพันธบัตรในปริมาณที่มากกว่านั้น โดยคาดการณ์ว่ายอดการรับซื้อคืนอาจสูงถึง 7 พันล้านหรือ 8 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีกลุ่มพลังงาน S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.1% ขณะที่ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั้งหมดปรับตัวลดลง
หุ้น Apple ปิดลดลง 0.3% หลังจากบริษัทจัดงานเปิดตัวสมาร์ตโฟนครั้งแรกภายใต้การนำของ John Ternus ซีอีโอคนใหม่
หุ้น Meta พุ่งขึ้นกว่า 6% และช่วยจำกัดการปรับตัวลงของดัชนี S&P 500 หลังจากที่เปิดตัวผู้ช่วย AI ที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ ทั้งการส่งอีเมล การขายรถยนต์ หรือการจองการเดินทางแทนผู้ใช้งาน
หุ้น Alphabet ปรับตัวลดลง 2.3% หลังจากที่บริษัทแม่ของ Google ประกาศแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่ประเทศฟินแลนด์เป็นมูลค่าอย่างน้อย 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงสองปีข้างหน้า ซึ่งรวมถึงข้อสัญญาสำคัญในการจัดหาพลังงานนิวเคลียร์
นักลงทุนจับตาข้อมูลดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีและข้อมูลราคาผู้บริโภคในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงแนวโน้มการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับสำคัญที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งทำให้มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและลดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคต่างก็ปรับตัวลดลงอย่างหนักเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มบลูชิพของฟินแลนด์ปรับขึ้นโดดเด่น 0.8% สู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสามเดือน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 640.41 จุด ลดลง 9.19 จุด, -1.41%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,670.06 จุด ลดลง 141.60 จุด, -1.31%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,156.67 จุด ลดลง 161.31 จุด, -1.94%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,576.45 จุด ลดลง 431.18 จุด, -1.66%
หุ้น Fortum กลุ่มบริษัทพลังงานสัญชาติฟินแลนด์ปรับตัวขึ้นนำกลุ่มดัชนี STOXX 600 โดยพุ่งขึ้น 15.8% หลังจากที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ Google ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ระบุว่าจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในฟินแลนด์เป็นมูลค่าอย่างน้อย 1.3 หมื่นล้านยูโร (1.51 หมื่นล้านดอลลาร์) ภายในระยะเวลาสองปี
ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนต์พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หลังจากที่อิหร่านและสหรัฐฯ ต่างโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งถือเป็นระลอกการโจมตีทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าจะมีการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางเพิ่มเติม
กลุ่มพลังงานเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ปรับตัวเป็นบวก โดยเพิ่มขึ้น 0.3% ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ทั้งหมดต่างปรับตัวลดลง ส่วนดัชนีความผันผวน Euro STOXX ปรับตัวขึ้น 2.17 จุด สู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์
ท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนต่างชะลอการเพิ่มพอร์ตการลงทุน ก่อนที่จะมีการประกาศผลการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายแห่งและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและต้นทุนการกู้ยืม
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ในรอบหลายปีก่อนการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยตลาดได้คาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2026 และอัตราดอกเบี้ยจะแตะระดับ 3.1% ภายในช่วงปลายปี 2027
ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในภายหลังของสัปดาห์นี้ก็น่าจะมีผลต่อภาวะการซื้อขายในตลาดเช่นกัน
นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู (Sebastien Lecornu) ระบุในจดหมายที่ส่งถึงผู้บริหารระดับสูงว่า ฝรั่งเศสมีแผนที่จะปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลส่วนเพิ่มพิเศษที่เรียกเก็บจากบริษัทขนาดใหญ่มากในงบประมาณปี 2027 แต่จะไม่มีการยกเลิกภาษี พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะรักษาเสถียรภาพด้านภาษีเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หุ้น Inditex บริษัทแม่ของ Zara ร่วงลง 3.6% หลังจากที่ผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นแบบ Fast Fashion สัญชาติสเปนรายงานผลกำไรไตรมาสที่ 2 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 3.02 ดอลลาร์ หรือ 3.25% ปิดที่ 96.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ หรือ 3.36% ปิดที่ 101.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

