HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ จ่อรวบขั้นตอนไฟลิ่งหุ้นอุตสาหกรรมยุคใหม่ เหลือ 100 วัน เทียบชั้นสหรัฐอเมริกาฯ พร้อมเปิดทางไร้กำไรเข้ากระดาน ชี้ปี 2569 IPO เหลือ 10-15 บริษัท ทำสถิติต่ำสุดรอบ 20 ปี
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมรับหุ้น New Economy ที่ต้องอาศัยความร่วมมือ 3 หน่วยงานหลัก ประกอบด้วยตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทำการปรับเกณฑ์การเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่แล้ว
ในเกณฑ์ใหม่นี้ จะสอดคล้องกับเกณฑ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮ่องกงและสิงคโปร์มากขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และยืนอยู่บนความสมดุลระหว่าง “ความสามารถในการแข่งขัน” และ “การควบคุมความเสี่ยง”
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับสำนักงานก.ล.ต. ในการลดระยะเวลาการพิจารณาคำขออนุญาตเสนอขายหุ้น (Filing) ตั้งแต่นับหนึ่ง Filing จนถึงเริ่มซื้อขาย (First Day Trade) ให้เหลือประมาณ 100 วัน (ราว 3 เดือน) จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสูงสุดถึง 1 ปี เพื่อให้ทัดเทียมกับตลาดต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ รอก.ล.ต.พิจารณาทบทวนขั้นตอนการอนุมัติ IPO ให้มีความสอดคล้องกันและรวดเร็วยิ่งขึ้น
รวมถึงรอดูทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการความร่วมมือและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนบริษัทเป้าหมายทั้งไทยและต่างชาติในกลุ่ม New Economy ที่จะเข้ามา IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้
”เมื่อทั้ง 3 ชิ้นส่วนประกอบร่างทางกฎหมายเสร็จสิ้น ขั้นตอนถัดไปคือการเชิงรุกออกไปเสนอขาย (Roadshow) และเชิญชวนบริษัทที่เริ่มลงทุนในไทยให้เข้ามาใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า ในส่วนการคัดกรองบริษัทในกลุ่ม Data Center และ New Economy เข้า IPO จะพิจารณาจากมูลค่าการตลาดที่คาดหวัง (Expected Market Cap) รวมถึงแนวทางการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่สะท้อนรายได้และกำไรในอนาคต หากภาครัฐมีเกณฑ์ที่เข้มงวดและมีคุณภาพยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยหนุนเป้าหมายความยั่งยืนของประเทศแล้ว ยังส่งผลให้กลุ่ม Data Center กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนได้สูงขึ้น
“การดึงบริษัทในกลุ่มนิวอีโคโนมี เข้า IPO จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี แต่การเปิดรับบริษัทอุตสาหกรรมใหม่ เป็นการตอบสนองความต้องการของนักลงทุนสถาบัน รายย่อย สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) ที่ต้องการเห็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ เข้ามาสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทย โดยสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งฝั่งนักลงทุนและฝั่งธุรกิจที่ต้องการแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรมใหม่ๆ จากการลงทุนทางตรงของนักลงทุนต่างประเทศ (FDI) จะนำไปสู่ความคาดหวังเรื่องสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) รวมถึงเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และภาคเอกชนไทยเริ่มลงทุนตาม เพื่อเตรียมพร้อมรับอานิสงส์จากการลงทุนดังกล่าว อันจะก่อให้เกิดวัฏจักรเชิงบวก (Positive Cycle) ทางการลงทุน เพราะช่วยให้ บจ. สามารถขยายกิจการ ทำให้กำไรมีการเติบโต (Earnings) สามารถฝ่าฟันข้อจำกัดด้านราคาและมาตรการภาษี (Tariff) ในเวทีโลกได้
การลงทุนใหม่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ในระยะยาว สอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ที่มองกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต (Growth Engine) ใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ส่วนระยะสั้น ผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่งส่งผลให้มูลค่าหุ้น (Valuation) ของตลาดไทยอยู่ในระดับน่าสนใจ แม้ราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาจะปรับตัวลง แต่หุ้นไทยมีโอกาสเกิดการปรับมูลค่าใหม่ (Re-rating) ที่ทำให้ P/E Ratio ขยับตัวขึ้นได้
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่วว่า ปี 2569 ทั้งปีคาดว่าจะมีบริษัทที่เสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ประมาณ 10-15 บริษัท เทียบกับปี 2568 ที่มีจำนวน 18 บริษัท นับเป็นสถิติ IPO ที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี
ที่ผ่านมามีบริษัท IPO ไปแล้ว 3 บริษัท ขณะที่มีบริษัทที่ผ่านการอนุมัติ filing จาก ก.ล.ต. แล้วจำนวน 6 บริษัท และอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาอีก 6 บริษัท แต่บริษัทที่ได้รับอนุมัติแล้วบางแห่ง อาจตัดสินใจเลื่อนการเสนอขายหุ้นไปรอภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยกว่าในปีหน้า
