HoonSmart.com>>สมาคมประกันวินาศภัยไทย กำหนดเกณฑ์คัดเลือกบริษัทประกันภัยเข้าร่วมโครงการประกันภันพิบัติแห่งชาติ 8 ก.ย.นี้ เบื้องต้นคาดมี 25 บริษัท เน้นความแข็งแกร่งทางการเงิน เตรียมดึง THRE ร่วมบริหาร Reinsurance Pool นำความเสี่ยงส่งออกต่างประเทศ เผยช่วยดันเบี้ยประกันภัยทั้งระบบปี ’69 โตเพิ่มกว่า 5%
นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ของทางภาครัฐ เบี้ย 15,000 ล้านบาท รัฐบาลมีความต้องการวงเงินคุ้มครองภัยพิบัติสำหรับที่อยู่อาศัยจำนวน 75,000 ล้านบาท โดยเป็นรูปแบบการทำประกันภัยแบบ Event-based หรือจ่ายตามความเสียหายจริง ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมได้ประเมินความเสี่ยงและเจรจากับผู้รับประกันภัยต่อทั่วโลกจนได้ความคุ้มครองที่วงเงิน 75,000 ล้านบาท
ในด้านการดำเนินงานนั้น รัฐบาลและภาคธุรกิจได้ใช้ระบบประกันภัยและระบบประกันภัยต่อเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารความเสี่ยง
ขณะนี้สมาคมประกันวินาศภัยไทย อยู่ระหว่างกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์สำหรับบริษัทประกันภัยที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยยึดหลักการเดียวกับการทำประกันภัยอัคคีภัยแต่เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น
โดยบริษัทประกันภัยที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับหนังสือเชิญชวนเพื่อสอบถามความสนใจและสัดส่วนการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งหากซัพพลายที่เสนอเข้ามามากกว่า 100% จะมีการจัดสรรตามสัดส่วน แต่หากน้อยกว่า 100% จะจัดสรรรอบแรกและดำเนินการจัดสรรส่วนที่เหลือในรอบที่สอง
ความเข้มงวดในการคัดเลือกเน้นไปที่ความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินของบริษัทประกันภัย โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่มเบี้ยประกันภัยในระบบขึ้นมาอีกประมาณ 15,000 ล้านบาท จากเดิมที่ภาพรวมเบี้ยประกันภัยของภาคอุตสาหกรรม มีอยู่ราว 290,000 ถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรวมทั้งระบบปี 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5%
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องระมัดระวังสูงสุดในโครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติ คือการที่ระบบรับเบี้ยประกันภัยเข้ามา 15,000 ล้านบาท แต่ต้องแบกรับภาระความรับผิดชอบหรือ Liability สูงถึง 75,000 ล้านบาท ทำให้ต้องมีการจัดทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ไม่เปิดช่องให้แต่ละบริษัทแยกกันไปดำเนินการเอง เพราะอาจกระทบต่อฐานะทางการเงินจนเกิดปัญหาตามมาได้
ทางสมาคมฯจึงร่วมมือกับ บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือ THRE และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำระบบประกันภัยต่อ โดยกำหนดให้บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการรับความเสี่ยงไว้เองรวมกันไม่เกิน 5,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะบริหารจัดการส่งออกไปกระจายความเสี่ยงในตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน กำหนดการเริ่มโครงการที่รัฐบาลวางไว้อย่างกระชั้นชิดในวันที่ 1 กันยายน ทำให้ฝ่ายปฏิบัติการต้องเร่งประสานงานและขอความร่วมมือจากบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศเพื่อสนับสนุนโครงการ
โดยโมเดลการทำงานอยู่ระหว่างการพิจารณาใน 2 รูปแบบ คือ การส่งประกันภัยต่อทั้งหมดไปที่ THRE เพื่อให้ THRE ส่งต่อไปยังต่างประเทศ หรือ การให้ THRE ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการกลุ่มผู้รับประกันภัยต่อ (Reinsurance Consortium Pool Manager) โดยที่ THRE ไม่ได้เป็นผู้รับความเสี่ยงเองทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก ซึ่งช่วยลดภาระการสำรองเงินทุนของ THRE
ด้านเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทประกันภัย เข้าร่วมโครงการจะอิงแนวคิดของโครงการประกันภัยข้าวนาปี แต่เพิ่มเกณฑ์ความเข้มงวดของฐานะทางการเงิน เช่น ปรับเพิ่มสัดส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) จากเกณฑ์กฎหมายที่ 140% ขึ้นมาเป็น 180% หรือ 200% รวมถึงต้องมีผลประกอบการเป็นกำไรต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยเบื้องต้นมีบริษัทประกันภัยที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติประมาณ 25 บริษัท จากสมาชิกทั้งหมด 47 บริษัท
สำหรับรูปแบบงบประมาณ เบี้ยประกันภัยรวม 15,000 ล้านบาทนั้น รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดสรรจ่ายเป็นบางส่วนก่อนเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ และจะตั้งงบประมาณส่วนที่เหลือในงวดถัดไป โดยปัจจุบัน คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเจรจาข้อสรุปสุดท้ายของเงื่อนไขกรมธรรม์ ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินงานในระยะ 2 ปีแรกจะเป็นการซื้อประกันภัยโดยตรงกับภาคธุรกิจประกันภัย แทนการจัดตั้งกองทุนหรือองค์กรใหม่เนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายต้องใช้เวลานาน ก่อนจะพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานพิเศษมาดูแลในระยะยาวต่อไป
ในส่วนของระดับความคุ้มครอง คาดว่าจะครอบคลุมที่อยู่อาศัยประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ซึ่งถือว่ามีความเหมาะสมและครอบคลุมภัยพิบัติใหญ่ตามที่รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติ โดยคิดเป็นเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยประมาณ 500 บาทต่อหลังคาเรือน โดยประชาชนจะไม่ต้องลงทะเบียน แต่จะอิงข้อมูลจากสำโนทะเบียนบ้าน และรัฐบาลจะเร่ง survey ออกทะเบียนบ้านชั่วคราวหรือลงทะเบียนบ้านที่ยังไม่มีสำโนทะเบียน เพื่อให้ได้รับสิทธิความคุ้มครองอย่างทั่วถึง ซึ่งครอบคลุมเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีผู้อยู่อาศัยเป็นประจำ ทั้งรูปแบบบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม
สำหรับ ภาพรวมทิศทางประกันภัยในครึ่งปีหลัง แนวโน้มการเติบโตยังคงไปได้ดีโดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้การประกันภัยสินค้าทางทะเลและการประกันภัยรถยนต์เติบโตตามไปด้วย แม้การประกันภัยรถยนต์จะไม่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด ทำให้เบี้ยประกันภัยรถยนต์มีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน
ท้ายที่สุดนี้ สมาคมประกันวินาศภัยไทยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐานและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งรองรับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกและเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ของภาครัฐในระยะยาว
