FETCO ยันหุ้นไทยขาขึ้นยืนเป้า 1,700 จุด เปิด 4 ปัจจัยหนุนกำไร บจ. โตแกร่ง

HoonSmart.com>>ประธาน FETCO มั่นใจหุ้นไทยขาขึ้นระยะยาว ยืนเป้าดัชนี 1,700 จุด ต่างชาติมองหุ้นไทยบวกสุดในเอเชีย ชี้ Fund Flow มีลุ้นแตะแสนล้านบาท มั่นใจดอกเบี้ยไทยยังไม่ขึ้น จับตาเสถียรภาพการเมือง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยืนยันว่าหุ้นไทยยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นระยะยาว แม้ระยะสั้นจะผันผวนจากการขาดปัจจัยใหม่และนักลงทุนรอความชัดเจน โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ระดับ 1,700 จุด โดยต้องติดตามความคืบหน้าของปัจจัยต่างๆ ทั้งเรื่องนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ที่จะทยอยออกมา ซึ่งภาพรวมยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้น

“มองว่ายังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นระยะยาว ส่วนระยะสั้นมีการแกว่งตัวขึ้นลงเนื่องจากขาดเรื่องราวใหม่ๆ และนักลงทุนกำลังรอปัจจัยสนับสนุนรอบใหม่”นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยถือเป็นทางเลือกหลักสำหรับการออมเงินระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนใน “หุ้นปันผล” เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับต่ำ การหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของราคา (Capital Gain) สูงๆ อาจยังไม่ถึงจุดนั้น แต่บริษัทจดทะเบียนไทยยังมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลที่ดี ซึ่งข้อมูลช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา หากเน้นลงทุนในหุ้นปันผล จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 5-6% ต่อปี

นอกจากนี้ หุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและมีกำไรจริง ซึ่งแตกต่างจากหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศบางแห่งที่ราคาขึ้นลงตามความคาดหวังโดยยังไม่มีกำไร

ดังนั้น หุ้นไทยจึงมีความเสี่ยงต่ำกว่าและเหมาะกับการออมระยะยาว โดยมี  4 ปัจจัยหลักที่คอยประคองและสนับสนุนตลาดอยู่ ประกอบด้วย

​1. เศรษฐกิจโลกยังไปได้ดี แม้หลายฝ่ายกังวลเรื่องปัญหาต่างๆ แต่เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ที่ระดับกว่า 3% และยังไม่มีสัญญาณการเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ล่าสุดมีการปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจ ทั้งในฝั่งยุโรปและจากรายงานของ IMF ด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงจนเกิดเงินเฟ้อพุ่งสูง รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกในครึ่งปีแรกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30%

​2. เงินเฟ้ออยู่ในระดับควบคุมได้ อัตราเงินเฟ้อไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวล โดยสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับกว่า 3% และมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลง ส่วนไทยเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำมาก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันแม้จะผันผวนแต่ยังมีช่องทางบริหารจัดการได้ และยังไม่เกิดภาวะขาดแคลน

​ทิศทางดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ เงินเฟ้อที่สลายตัวลงทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี (Bond Yield) ที่ปรับตัวสูงขึ้น เกิดจากปัจจัยเงินเฟ้อและภาระหนี้ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ หากเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย บอนด์ยีลด์จะปรับลดลงเอง ทั้งนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่ไม่มีเงินสกุลอื่นมาทดแทนได้ในระยะสั้น และตลาดหุ้นยังคงขึ้นตามบอนด์ยีลด์ได้เนื่องจากความผันผวนต่ำกว่าในอดีต

​3. ไทยได้อานิสงส์จาก โซนการค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของ โลจิสติกส์โลกสร้างโอกาสใหญ่ให้ประเทศไทยในฐานะประเทศที่เป็นกลาง ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนต่างชาติ โดยสิ่งสำคัญคือการสร้างกฎเกณฑ์และกติกาที่ชัดเจนเพื่อรองรับการลงทุน

​4.การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำ แต่การเติบโตเป็นรูปแบบ K-Shape ซึ่ง บจ. ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มขาสวนขึ้น (K-Top) โดยผลประกอบการไตรมาสล่าสุดรวมเกิน 4 แสนล้านบาท สูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 สำหรับปีนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของ บจ. ไทยจะเติบโตราว 15% (กรณีไม่รวมรายการพิเศษ) และอาจโตใกล้เคียง 40% หากรวมรายการพิเศษทั้งหมด

“ตลาดหุ้นไทยจะเริ่มน่ากังวลก็ต่อเมื่อกำไร บจ. เริ่มไม่เติบโต แต่จากข้อมูลปัจจุบัน คาดว่าการย่อตัวในช่วงนี้เป็นเพียงการปรับฐานชั่วคราว (Correction) เพื่อรอ Story ใหม่ๆ ผลประกอบการไตรมาส 3 และความชัดเจนจากการประชุมของเฟด”นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติมีความเห็นเชิงบวก (Bullish) ต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยมองว่าปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดคือกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันต่างชาติยังมีสถานะการถือครองหุ้นไทยในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (Underown) เนื่องจากมีการขายออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จึงยังมีช่องว่างให้กลับเข้ามาซื้อเพิ่มได้ ซึ่งนักลงทุนระดับโลกจะค่อยๆ ทยอยลงทุนตามจังหวะเวลา ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ

แนวโน้ม Fund Flow และผลประกอบการ ตั้งแต่ต้นปีมีกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Flow) แล้วประมาณ 50,000 ล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่ยอดรวมทั้งปีจะกลับขึ้นไปแตะระดับ 100,000 ล้านบาท จากสภาพคล่องทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงมุมมองของนักวิเคราะห์ (Consensus) ใน Bloomberg ที่เริ่มปรับประมาณการผลประกอบการและกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนให้ตลาดหุ้นเติบโตได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการปรับขึ้นตามแรงหนุนของเงินทุนชั่วคราว

กรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับปรุงเกณฑ์การขึ้นทะเบียนหุ้นกลุ่ม New Economy ทั้ง 10 อุตสาหกรรม เป็นการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ และ Ecosystem ในระยะยาว (มองกรอบ 5 ปีขึ้นไป) เพื่อรองรับบริษัทเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น Data Center ช่วยดึงดูดให้บริษัทไทยและต่างชาติเลือกระดมทุนในประเทศ แทนที่จะออกไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศอย่าง Nasdaq หรือสิงคโปร์ แม้การเข้า IPO ของบริษัทใหม่ๆ จะต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมก็ตาม

ด้านปัจจัยการเมืองในประเทศกลับมาเป็นจุดประเด็นที่ต้องจับตามอง หากรัฐบาลขาดเสถียรภาพหรือมีการเปลี่ยนแปลงจนต้องนับหนึ่งใหม่ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้ต้องมาวิเคราะห์ทิศทางกันใหม่ แต่หากบริหารจัดการได้และไม่มีการเปลี่ยนแปลงรุนแรง ก็จะเป็นเพียงปัจจัยรบกวนระยะสั้น (Noise) ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่อไปได้