FETCO เสนอรัฐยกระดับ ‘อัตราการออม’ รับมือแผนลงทุนระยะยาว

HoonSmart.com>>สภาธุรกิจตลาดไทย เปิด 4 ข้อเสนอภาครัฐ เร่งเพิ่มสัดส่วนการออมในประเทศสู่ระดับ 28% ของ GDP เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลดุลบัญชีเดินสะพัด ผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกฎหมายบังคับ พร้อมเปิดทาง Family Office หนุนทุนระยะยาวหมุนเวียนในประเทศ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดไทย (FETCO) เปิดเผยถึงทิศทางและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยย้อนมองพัฒนาการในอดีตตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมช่วงปี 1960 ซึ่งประเทศไทยยังมีอัตราการออมต่ำเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ก่อนที่ระดับการออมจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามรายได้และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งระดับการใช้จ่ายและการสะสมเงินออมควบคู่กัน

​ในช่วงที่ประเทศไทยมีการลงทุนในระดับสูง อัตราการออมเคยพุ่งสูงเกินกว่า 30% ของ GDP แม้จะมีบางช่วงที่ระดับการลงทุนสูงถึง 40% ของ GDP จนเกิดช่องว่างและความท้าทายทางเศรษฐกิจบ้างก็ตาม อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง แม้อัตราการออมจะยังทรงตัวในระดับสูงเกิน 30% แต่ประเทศกลับขาดการลงทุนในระดับที่เหมาะสม หรือมีการนำเงินออมออกไปลงทุนในต่างประเทศแทน

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่หลังวิกฤตโควิด-19 เป็นต้นมา โดยสัดส่วนการออมของประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับประมาณ 36% ของ GDP เหลือเพียงประมาณ 25% ของ GDP ในปัจจุบัน

​นายไพบูลย์ ชี้ว่า หากประเทศตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้ที่ 30% ของ GDP แต่มีอัตราการออมจริงเพียง 25% จะทำให้เกิดการขาดดุลเชิงโครงสร้างประมาณ 5% ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปที่ไม่ควรเกิน 3%

ดังนั้น FETCO จึงเสนอให้ตั้งเป้าหมายการขาดดุลไว้ที่ประมาณ 2% และเร่งยกระดับอัตราการออมในประเทศขึ้นมาจาก 25% สู่ระดับ 28% ของ GDP เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในระยะยาว

​แม้ภาครัฐจะมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนในการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการผลิตของประเทศ แต่ยังคงขาดแผนการยกระดับการออมที่ชัดเจนควบคู่กัน ซึ่งการดำเนินการทั้งสองด้านพร้อมกันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างประเทศ

​4 ข้อเสนอ FETCO เพื่อการออมที่ยั่งยืน

​1.การกำหนดนโยบายและเป้าหมายการออมที่ชัดเจน: แสดงความยินดีที่รัฐบาลเตรียมเสนอมาตรการสนับสนุนการออม (เช่น ThaiESG) เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. แต่ต้องการให้ศึกษาเพิ่มเติมว่าเม็ดเงินดังกล่าวมียอดรวมเพียงพอที่จะดันสัดส่วนการออมของประเทศให้ถึงเป้าหมายได้จริงหรือไม่

​2.การผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบบังคับ (Mandatory Provident Fund): เสนอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นกฎหมายบังคับ เพื่อแก้ปัญหาการออมภาคสมัครใจที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะช่วยสร้างระบบเงินออมระยะยาวรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

​3.การพัฒนากฎหมาย Trust และโครงสร้าง Family Office: เร่งจัดทำกฎหมายการบริหารจัดการมรดกและนิเวศทางธุรกิจเพื่อรองรับ Family Office เพื่อดึงดูดเม็ดเงินออมของกลุ่มผู้มีมาร์เก็ตแคปสูงในประเทศไม่ให้ไหลออกไปต่างประเทศ รวมถึงดึงดูด Family Office และสถาบันการเงินชั้นนำจากต่างประเทศให้เข้ามาตั้งฐานการบริหารจัดการสินทรัพย์ในประเทศไทย

4.​มาตรการจูงใจดึงเงินออมกลับประเทศ: กำหนดนโยบายเว้นวรรคภาษี (Tax Holiday) หรือเปิดกรอบเวลาพิเศษ (เช่น ระยะเวลา 2 ปี) เพื่อจูงใจให้นักลงทุนไทยที่นำเงินไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ นำเงินออมดุลดังกล่าวกลับเข้ามาลงทุนในระบบตลาดทุนไทย

​นายไพบูลย์  โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือการทำให้แผนการลงทุนและแผนการออมเติบโตไปพร้อมกัน เพื่อลดการพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาว

ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ หากต้องการเห็นการขยายตัวของ GDP กลับขึ้นไปแตะระดับ 3-4% อีกครั้ง จากปัจจุบันที่เติบโตเพียง 1-2% ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ จำเป็นต้องสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพาการลงทุนรอบใหม่

​ภาพรวมสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับเพียง 20% กว่า ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่เคยสูงถึง 40% ของ GDP แม้ระดับ 40% ในอดีตจะสูงเกินไปจนนำไปสู่วิกฤต แต่ระดับปัจจุบันที่ 20% ต้นๆ ก็ถือว่าต่ำเกินไป เป็นเพียงระดับการลงทุนเพื่อประคองสิ่งเดิมเท่านั้น ขณะที่ระดับทางสายกลางที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 30% เช่นเดียวกับประเทศเวียดนามที่รักษาการลงทุนระดับ 30% ของ GDP มาตลอด 20 ปี จนทำให้เศรษฐกิจเติบโตแซงหน้าในแง่ของอัตราการขยายตัวรายปี

​อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่มีการพูดถึงมากนักคือ “การลงทุนต้องมาคู่กับการออม” หากประเทศมีการออมไม่เพียงพอแต่ต้องการลงทุนเพิ่ม ก็มีเพียง 2 ทางเลือก คือ การกู้ยืมเงินเพิ่ม หรือการดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งหากรัฐบาลต้องการเร่งการลงทุนเพื่อความยั่งยืน จะต้องมองเรื่องการส่งเสริมการออมเป็นเรื่องสำคัญควบคู่กันไป

​เมื่อย้อนดูบทเรียนในอดีต ช่วงก่อนปี 2540 ประเทศไทยเคยขยายการลงทุนจนดันสัดส่วนแตะ 40% ของ GDP แต่กลับเผชิญปัญหาการขุดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 8% ของ GDP เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่ในขณะนั้นมุ่งไปที่ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต (Non-productive assets) เช่น อสังหาริมทรัพย์และการเก็งกำไร นอกจากนี้ ยังพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นจากต่างประเทศ เช่น การออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์เนื่องจากดอกเบี้ยต่ำและมีการตรึงค่าเงินบาทไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง เงินทุนทะลักออกอย่างเร็ว จึงนำไปสู่วิกฤตสภาพคล่องในที่สุด

​บทเรียนสำคัญจากอดีตมี 2 ประการหลัก ได้แก่ 1. การขาดดุลที่สูงเกินไป และ 2. การพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นมากเกินไป สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสามารถทำได้หากเป็นการลงทุนในโครงการที่สร้างผลตอบแทนกลับมาในอนาคต แต่ระดับการขาดดุลไม่ควรเกิน 3% ของ GDP และต้องมีการบริหารจัดการที่ดี

​นอกจากนี้ การลงทุนในรอบใหม่นี้ รัฐบาลควรมุ่งเน้นไปที่โครงการที่ช่วยเพิ่ม “Productivity” หรือประสิทธิผลของประเทศเป็นหลัก (Productivity-led Investment) เนื่องจากข้อมูลจาก OECD พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราเติบโตด้าน Productivity ของไทยอยู่ที่ 0% หรือไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย ดังนั้น โครงการใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI หรือ Data Center ที่ได้รับการอนุมัติการลงทุน จะต้องตอบโจทย์การเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการมองแค่ตัวเลขการเติบโตของ GDP เพียงอย่างเดียว