ธปท.ชี้พิษ “ธุรกิจบอนไซ-ซอมบี้”ฉุด GDP โลกผุดกติกากรีน-ทำส่งออกไปยุโรปวูบ24%

HoonSmart.com>>ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยโตต่ำเหตุ”ธุรกิจบอนไซ” – “บริษัทซอมบี้” ไร้เรี่ยวแรง ขัดขวางการปรับตัว ซ้ำร้ายยังต้องรับมือมาตรการสิ่งแวดล้อมโลกทั้ง CBAM – EUDR -PPWR กระทบผู้ส่งออกไทยแล้วกว่า 3,300 ราย เฉพาะ CBAM ฉุดยอดส่งออกร่วงแล้ว 24%

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน “BANGKOK BUSINESS SUMMIT” โดยเน้นย้ำเรื่อง “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” (Resilience) ในฐานะเครื่องมือที่ไม่ใช่เพียงแค่การเอาตัวรอด (Survive) แต่คือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกระแทกซ้ำซาก ทั้งสงคราม ภาษีการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม โดยชี้ว่าประเทศที่รับมือกับ Shock ได้ดีกว่า จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง ขณะที่ประเทศที่รับมือได้ไม่ดี อย่างดีที่สุดอาจล้าหลัง หรืออย่างแย่ที่สุดอาจติดอยู่ในกับดักการเติบโตต่ำ

จากการเปรียบเทียบข้อมูล GDP Per Capita ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา พบข้อแตกต่างที่สำคัญ

ประเทศไทย- หลังเกิดวิกฤตการณ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง (1997) วิกฤตการเงินโลก (GFC) หรือการแพร่ระบาดของโควิด-19 เส้นแนวโน้มการเติบโต ของไทยกลับลาดเอียงน้อยลงเรื่อยๆ สะท้อนว่าอัตราการเติบโตไม่เคยฟื้นกลับไปสู่ระดับเดิมก่อนเกิดวิกฤต

สหรัฐอเมริกา- แม้จะเจอมรสุมใหญ่อย่างวิกฤต GFC แต่อัตราการเติบโตของ GDP Per Capita สามารถฟื้นกลับสู่ระดับเฉลี่ยที่ราว 2% ต่อปี ได้เสมอ

เมื่อขยายกรอบเวลามองสหรัฐฯ ย้อนหลังไปถึง 150 ปี พบว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 2% ต่อปี มีความมั่นคงอย่างมาก แม้จะต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ในช่วงทศวรรษ 1930 เศรษฐกิจก็ยังดีดตัวกลับมาได้

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมี Resilience ต่อแรงกระแทกเชิงบวกอย่างนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาป เครื่องบิน ยาปฏิชีวนะ ทรานซิสเตอร์ คอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ต แนวโน้มการเติบโตก็ยังคงรักษาไว้ที่ระดับ 2% ต่อปีเช่นเดิม จากประวัติศาสตร์ดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าปฏิวัติ AI ในปัจจุบันก็อาจไม่ได้เปลี่ยนเส้นแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ ให้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เว้นแต่สถานการณ์ครั้งนี้จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ความยืดหยุ่นที่แท้จริงช่วยให้ประเทศสามารถเปิดรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สูงขึ้นในระยะยาว

ความสามารถในการดีดตัวกลับจากวิกฤต ประกอบด้วย 2 มิติสำคัญ

มิติ ความสามารถในการรองรับแรงกระแทก การมี Buffer ที่แข็งแกร่ง ซึ่งในระดับมหภาค ระบบเสถียรภาพทางการเงินของไทย ตลาดทุน ภาคธนาคารที่มีเงินกองทุนสูง และ Buffer ภาคการคลัง ถือว่ามีความเข้มแข็งและช่วยให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาได้ อย่างไรก็ตาม การเร่งเสริมสร้าง Buffer ทางการเงินให้กับภาคครัวเรือนและ SMEs ถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ

มิติ ความสามารถในการปรับตัว มีต้นทุนในการปรับตัวต่ำและมีความคล่องตัวสูง ซึ่งหัวใจสำคัญของมิตินี้อยู่ที่ “พลวัตของภาคธุรกิจ” (Firm Dynamism) หรือกระบวนการจัดสรรทรัพยากรผ่านการเกิดใหม่ของธุรกิจ การเติบโต การหดตัว และการออกจากตลาดของบริษัทที่ไม่สามารถแข่งขันได้

“เมื่อทรัพยากรไหลผิดทิศภาพสะท้อนของการเติบโตที่ชะลอตัวในระดับประเทศ ได้ปรากฏชัดในระดับภาคเอกชนไทยเช่นกัน โดยทั้งรายได้ อัตราการลงทุน การเติบโตของสินทรัพย์ และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ของภาคเอกชนลดลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา”

นอกจากนี้ อัตราการหมุนเวียนธุรกิจ ทั้งการเกิดและการดับลงของบริษัทไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลายทศวรรษ ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “คุณภาพของการจัดสรรทรัพยากรที่แย่ลง”

บริษัทที่มีผลิตภาพลดลง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กลับมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น ขนาดธุรกิจโตขึ้น

บริษัทที่มีผลิตภาพสูงขึ้น กลับมีอัตราการเติบโตของสินทรัพย์ติดลบ ขนาดธุรกิจหดตัวลง

ทรัพยากรในระบบจึงไม่ได้ไหลไปสู่บริษัทที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น

แม้บริษัทเกิดใหม่ (Young Firms) จะมีความคล่องตัว นวัตกรรมสูง และมีผลิตภาพดีกว่าบริษัทเก่า แต่บทบาทของบริษัทเกิดใหม่ในระบบเศรษฐกิจไทยกลับลดลงอย่างน่าตกใจ ด้วย 2 เหตุผลหลัก

1.จำนวนบริษัทเกิดใหม่ลดลง -เกิดภาวะสังคมสูงวัยในระดับภาคธุรกิจ สินทรัพย์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันถูกถือครองโดยบริษัทที่มีอายุมากกว่า 20 ปี (เทียบกับปี 2005 ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในมือของบริษัทอายุ 7–10 ปี)

2.ขยายขนาดไม่ได้ -SMEs ไทยยุคใหม่เติบโตได้ช้าลงมาก โดย SMEs ที่เริ่มดำเนินกิจการในช่วง 10 ปีหลังสุด สามารถสร้างรายได้เติบโตขึ้นเฉลี่ยเพียง 27% หลังเปิดดำเนินการไป 10 ปี เมื่อเทียบกับ SMEs ในปี 2000 ที่เคยโตได้ถึง 75% ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือภาวะแคระแกร็น หรือที่เรียกว่า “ธุรกิจบอนไซ” (Bonsai Firms)

เมื่อเจาะลึกกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก (Small Firms) ในไทย พบว่า

57% ของบริษัทขนาดเล็ก เป็นบริษัทเก่าแก่ที่มีอายุเกิน 10 ปี

25% ของบริษัทขนาดเล็กที่มีอายุเกิน 20 ปี มีผลประกอบการขาดทุน

สิ่งนี้สะท้อนว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่การมี SMEs จำนวนมากเกินไป แต่คือการมีบริษัทเกิดใหม่ที่มีผลิตภาพสูงแต่ไม่สามารถโตได้

ขณะที่มีบริษัทเก่าแก่จำนวนมากที่ไร้ประสิทธิภาพแต่ยังคงอยู่ในระบบ สำหรับโครงสร้างธุรกิจไทย คำกล่าวที่ว่า “Small is Beautiful” จึงไม่เป็นความจริงอีกต่อไป

ปัญหานี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยการไม่ยอมออกจากตลาดของบริษัทไร้ประสิทธิภาพ หรือ “บริษัทซอมบี้” (Zombie Firms) ซึ่งคือบริษัทที่มีรายได้ไม่พอจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ปี โดยสัดส่วนบริษัทซอมบี้ในไทยปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นายปิติ ระบุถึงภาวะ ตรรกะวิบัติ ระหว่างความยืดหยุ่นระดับจุลภาคและมหภาค การที่บริษัทในระดับจุลภาคพยายามไม่ออกจากการเป็นบริษัทซอมบี้หรือไม่ยอมล้มละลาย อาจดูเหมือนมีความยืดหยุ่นสูงในระดับองค์กร แต่ในระดับมหภาค การยื้อดังกล่าวกลับทำลาย Resilience ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเป็นการขัดขวางกระบวนการทำลายล้างสร้างสรรค์ และยับยั้งไม่ให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อพลวัตภาคธุรกิจต่ำ ความสามารถในการปรับตัว และความคล่องตัว ของไทยจึงต่ำตามไปด้วย ส่งผลให้ประเทศเสี่ยงต่อการเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเจอ Global Shocks โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม

นายปิติ เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องของการเป็นคนดีหรือทำกิจกรรมสีเขียวที่มีต้นทุนสูง แต่เป็นเรื่องของ “ความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัว” (Adaptation) เพื่อรักษาหรือแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ลดต้นทุน และคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก

ตัวอย่างกรณีศึกษาจาก CEO ของ IKEA เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ระบุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา IKEA สามารถลด Carbon Footprint ลงได้ราว 30% ขณะที่รายได้เติบโตขึ้นถึง 35% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าการเป็นรักษ์โลกไม่จำเป็นต้องเพิ่มต้นทุนเสมอไป แต่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

พร้อมกับ เตือนผู้ส่งออกไทย 3,300 ราย กระทบหนักมาตรการ EU โดยปัจจุบันมาตรการทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย มีการบังคับใช้มาตรการสำคัญ ได้แก่

CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism)-ประกาศปี 2020 มีผลปี 2023 และบังคับใช้เต็มรูปแบบในปีนี้

EUDR (Deforestation Regulation) -กฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า

PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation)- กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้เป็นเฟสในปีนี้

จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า มีผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบจาก CBAM ราว 859 ราย, หากรวม EUDR จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1,000 ราย และหากรวม PPWR จะเพิ่มขึ้นอีกราว 1,400 ราย รวมเป็นผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ EU ทั้งสิ้นประมาณ 3,300 ราย หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ส่งออกไทยไป EU ทั้งหมด

สิ่งที่น่ากังวลคือ ศักยภาพในการปรับตัวของผู้ประกอบการกลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก 31% ของบริษัทเหล่านี้มีสินค้าส่งออกหลักเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และ 23% มี EU เป็นตลาดส่งออกหลัก ทำให้โอกาสในการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่นทำได้จำกัด

ผลกระทบนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว โดยผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า ช่วงประกาศใช้ CBAM  มูลค่าการส่งออกของบริษัทที่ได้รับผลกระทบลดลงทันที 14%

ช่วงบังคับใช้ CBAM มูลค่าการส่งออกลดลงถึง 24% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ

“ภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะประเทศอื่นๆ เช่น สหราชอาณาจักร (UK) และออสเตรเลีย กำลังเร่งคลอดกฎระเบียบในลักษณะเดียวกัน”นายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวว่า การสร้างความยืดหยุ่นไม่สามารถซื้อได้ทันที แต่ต้องเกิดจากการลงทุนสร้าง Buffer และความสามารถในการปรับตัวล่วงหน้า โดยภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation) ไปยังบริษัทเกิดใหม่ที่มีผลิตภาพสูง ผ่าน

1.การบริหารจัดการ Credit Risk ของ SMEs- จัดตั้ง Data Bureau เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง ธปท. และหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มความชัดเจนในความเสี่ยงของ SMEs

เปิดตัว SME Credit Portal เพื่อให้ธนาคารเข้าถึงข้อมูลและเลือกล่อยกู้แก่ SMEs ได้ตรงจุด ลดปัญหาความไม่เท่าเทียมของข้อมูล (Information Asymmetry)

ผลักดัน Credit Guarantee Agency ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงที่กระจายไม่ได้

2.ลดต้นทุนการผิดชำระหนี้ (Lower Default Costs)-ปรับปรุงกระบวนการล้มละลายและการบังคับคดีให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และถูกลง การที่ธุรกิจออกจากตลาดได้ง่ายขึ้น จะช่วยดึงดูดให้เกิดธุรกิจใหม่เข้ามาง่ายขึ้น ขณะที่ธนาคารจะมีสูญเสียจากการผิดชำระหนี้ลดลง ยินดีปล่อยกู้แก่ธุรกิจใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง

3.เพิ่มความหลากหลายของแหล่งเงินทุน (Funding Diversity)-แม้จะมี Virtual Bank เข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่มองว่า Non-bank / Market-based Financing ยังมีโอกาสโตได้อีกมากในการสนับสนุน SMEs เช่น Venture Capital, Private Equity, Private Credit และ Crowdfunding

4.พัฒนาระบบการเงินให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย-นำนวัตกรรมดิจิทัลและการทำ Tokenization มาใช้ พร้อมกับสกัดกั้นภัยทางการเงินและการหลอกลวง (Scams)

นายปิติ กล่าวว่า นอกจากภาคการเงินแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจในภาพรวมด้วยแนวทาง Whole-of-Nation โดยปัจจุบันถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม อย่างยิ่ง เนื่องจากทุกภาคส่วนตระหนักถึงความจำเป็นนี้ตรงกัน ทั้งการเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมาย การใช้ประโยชน์จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) รวมถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังจะเปิดตัวในปีหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับผลิตภาพ การกระจายรายได้ และการลงมือปฏิบัติจริง (Execution)

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอโครงการ Reinvent Thailand ที่ร่วมมือกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ชูนโยบาย “เอกชนนำ รัฐหนุน และภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากร” โดยสถาบันวิจัยฯ PIER เตรียมเปิดตัว พิมพ์เขียว (Blueprint) ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (Agribusiness) ภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อเป็นโมเดลนำร่องในการเพิ่มผลิตภาพและการขับเคลื่อนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

แผนงานทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวนั่นคือ “การยกระดับผลิตภาพ” (Raise Productivity) เพราะการเพิ่มผลิตภาพและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ คือแก่นแท้ของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่แท้จริง