HoonSmart.com>>วันที่ 1 ก.ย. 2569 ตลาดหุ้นสหรัฐทั้ง 3 แห่งปิดลบจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์)ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทำให้วิตกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดในช่วงปลายเดือนก.พ.นี้ ด้านราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เบรนด์ ทะลุ 94 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,766.88 จุด ลดลง 419.02 จุด, -0.79%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด, -0.71%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.12 จุด, -1.03%
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ท่ามกลางความหวัง ที่ริบหรี่ลงสำหรับทางออกในระยะใกล้สำหรับสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน จากการกลับมาปะทะกันทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตีด้วยวัตถุไม่ทราบชนิดจำนวน 3 ลูก นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ขู่ว่าจะตอบโต้อิหร่านกรณีการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคครั้งล่าสุด โดยกล่าวกับสำนักข่าว Fox News เมื่อวันจันทร์ว่า “เราจะตอบโต้อย่างหนักหน่วง”
ผลตอบแทนพันธบัตรภาครัฐทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1996 และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมาตรฐานของเยอรมนีก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011
นักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและส่งผลต่อแนวทางการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดจะจัดการประชุมครั้งถัดไปในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า
ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ชี้ว่า ราคาซื้อขายล่วงหน้าของอัตราดอกเบี้ย Fed Funds สะท้อนโอกาส 68% ที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 025% ในการประชุมเดือนกันยายน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 39.6% ในสัปดาห์ก่อน
ภาวะซบเซาตามฤดูกาลอาจเป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยข้อมูลจาก Fisher Investments (ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Finaeon) ระบุว่า เดือนกันยายนเป็นเดือนเดียวที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบนับตั้งแต่ปี 1926
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มพลังงาน ปรับตัวขึ้นนำกลุ่มอื่นโดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ลดลงมากที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์
ดัชนี Dow Jones Transportation Average ซึ่งเป็นมาตรวัดภาวะเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในการซื้อขายรอบนี้ โดยร่วงลง 2.5%
ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ลดลง 2.1% โดยหุ้นทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีต่างปรับตัวลดลง
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจ กระทรวงแรงงาน รายงาน ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานชะลอตัวลง โดยการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน เพิ่มขึ้น 89,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.271 ล้านตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม จาก 7.182 ล้านตำแหน่งในเดือนมิถุนายนแต่ต่ำกว่า 7.300 ล้านตำแหน่งที่นักวิเคราะห์คาด
สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) รายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนสิงหาคมลดลงมาที่ 54.6 จาก 55.6 ในเดือนกรกฎาคม และต่ำกว่า 55.2 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
นักลงทุนจับตาการรายงาน ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนสิงหาคม ในวันศุกร์นี้ (4 ก.ย.) ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งและอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยได้รับแรงกดดันจากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อของยูโรโซนยิ่งตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 647.46 จุด ลดลง 3.64 จุด, -0.56%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,789.28 จุด ลดลง 34.98 จุด, -0.32%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,301.85 จุด ลดลง 32.65 จุด, -0.39%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,970.11 จุด ลดลง 288.00 จุด, -1.10%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี จากการขายพันธบัตรพร้อมกับกระแสขายพันธบัตรทั่วโลก และข้อมูลแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อสูงกว่า 3% ในเดือนสิงหาคม โดยมีสาเหตุมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางยุโรปจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้า
ข้อมูลจาก LSEG แสดงให้เห็นว่านักลงทุนคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้น 0.25% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 30 ปี แตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008
ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยสัญญามาตรฐานของเนเธอร์แลนด์และอังกฤษปรับตัวสูงขึ้น หลังจากการโจมตีโดยตรงครั้งแรกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในรอบหนึ่งเดือน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานเป็นเวลานาน
คริส โบแชมป์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดของ IG กล่าวว่า หลังจากที่นักลงทุนรายย่อยให้ความสำคัญกับหุ้นและผลตอบแทนในรูปแบบรายได้มาอย่างยาวนาน ขณะนี้เริ่มหันมาพิจารณาลงทุนในพันธบัตรเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดหุ้นเริ่มกังวลกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกและการกลับมาของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ถ้อยแถลงในเชิงสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด ของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งทำให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากธนาคารกลางประเทศหลัก
ผลสำรวจจาก S&P Global ระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตของยูโรโซนในเดือนส.ค.ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 และการเติบโตของผลผลิตที่แข็งแกร่ง
หุ้นกลุ่มพลังงานปรับขึ้น 1.8% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซื้อขายอยู่ที่ระดับเหนือ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หุ้น Novartis พุ่งขึ้น 6.3% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตยาจากสวิตเซอร์แลนด์แห่งนี้เปิดเผยว่า “remibrutinib” ซึ่งเป็นยาชนิดรับประทานสำหรับรักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหลักในการทดลองทางคลินิกระยะท้ายจำนวน 2 การทดลอง และมีผลลัพธ์เหนือกว่ายาคู่แข่ง
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนต.ค.พิ่มขึ้น 4.46 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 90.22ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
