HoonSmart.com>>”เดลต้า อีเลคโทรนิคส์”(DELTA) เหวี่ยงขึ้น-ลงแรง นักลงทุน-นักวิเคราะห์มองถูก AI โตอีกไกล กำไรไตรมาส 3-4 ดีขึ้น บล.ซีแอลเอสเอ”เพิ่มน้ำหนักลงทุน” ให้เป้าหมาย 450 บาท หลังเข้าพบผู้บริหารในงาน Thailand Focus บล.เคจีไอเชียร์”ซื้อ” จากเดิมให้ขาย อัพเป้าปีหน้า 290 บาท บล.หยวนต้าฯแนะเทรดดิ้ง
หุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA วันที่ 1 ก.ย.2569 ราคาเหวี่ยงขึ้นลงแรง เปิดกระโดด 253 บาท ก่อนเจอทุบลงไปต่ำสุด 245 บาท แล้วไล่ขึ้นไปสูงสุด 254 บาท หลังจากนั้นกลับมาปิดที่ 251 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท หรือ +0.80% มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 4,625.87 ล้านบาท สูงเป็นอันดับที่สองของวัน
หุ้น DELTA เข้าตานักลงทุนและนักวิเคราะห์ หลังจากราคาหุ้นไหลลงมามากกว่า 100 บาท จากระดับ 360 บาทเศษ ลงมาเคลื่อนไหวแถว 250 บาท เนื่องจากผิดหวังกำไรไตรมาสที่ 2/2569 จนต้องปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2570 แต่ปัจจุบันนักวิเคราะห์เริ่มกลับมาแนะนำ”ซื้อ” รวมถึง”เทรดดิ้ง” คาดกำไรและมาร์จิ้นงวดไตรมาสที่ 3 และ 4 จะดีขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) หรือ CLSA ยังคงมองบวกต่อ DELTA หลังเข้าพบผู้บริหารในงาน Thailand Focus โดยมองว่าพื้นฐานธุรกิจยังแข็งแกร่งและแรงกดดันต่อกำไรในไตรมาส 2 คาดว่ากำไรจะทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 3 และ 4 ขณะที่บริษัทยังคงเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นปี 2569 ไว้ที่มากกว่า 30%
ด้าน CLSA มองว่า ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลง ได้สะท้อนความกังวลเรื่องกำไรและอัตรากำไรในไตรมาส 2 ไปมากแล้ว ขณะที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนโอกาสฟื้นตัวในครึ่งปีหลังรวมถึงการเติบโตจากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเป็นแรงหนุนในปี 2570
“CLSA จึงยังคงให้ DELTA เป็นหุ้นเด่นที่มีความเชื่อมั่นสูง พร้อมคงคำแนะนำ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหรือ Outperform” และราคาเป้าหมายที่ 450 บาท”
ด้านบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คงคำแนะนำ”เทรดดิ้ง” DELTA แต่ปรับลดราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ลงเป็น 293 บาท แม้ Downside เริ่มจำกัด แต่โอกาสกลับไปซื้อขาย PE 80-100 เท่า เหมือนในอดีตมีจำกัด จึงชอบหุ้นขนาดกลางในกลุ่มมากกว่า
อย่างไรก็ตามยังมองผลงานปี 2569-2570 เติบโต 57% และ 40% ตามลำดับ กำไรครึ่งปีหลังฟื้นตัวเด่น จากคำสั่งซื้อที่เลื่อนจากไตรมาส 2 และการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า AI Data Center ความต้องการ AI ยังแข็งแกร่ง แต่ข้อจำกัดด้านซัพพลาย ยังคงเป็นปัจจัยจำกัด การเติบโตให้ต่ำกว่าศักยภาพ ปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 10% และ 8% สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าว
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น DELTA จาก “ขาย” เป็น “ซื้อ” และขยับไปใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ที่ 290 บาท อิงจาก PER ที่ 85.0 เท่า (ค่าเฉลี่ยในอดีตของ DELTA+1.0 S.D.) จากเดิม 245 บาท ให้ premium กับหุ้น DELTA เพื่อสะท้อนถึงการที่บริษัทมีสัดส่วนรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ประมาณ 40% ของรายได้รวม โดยใช้ PEG (จาก core EPS ปี 2570) ที่ 2.0 เท่า
สาเหตุที่มองบวกหุ้น DELTA เพราะอุปสงค์ AI ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งในครึ่งหลังปี 2569-2570 ทีมวิจัย KGI Taiwan ยังคงมองบวกกับแนวโน้มสายโซ่อุปทาน AIจากการที่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI คาดว่าอุปสงค์ AI จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) ของ CSP ในปี 2569-2570 โดย CSPs ห้าเจ้าใหญ่ปรับเพิ่มอัตราการเติบโตของ CAPEX เป็น 77%ในปี 2569 และ 33% ในปี 2570(ประมาณการ)สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแก่รง และข้อจำกัดทางด้านอุปทาน ถึงแม้อุปทานที่ตึงตัวจะเป็นประเด็นความเสี่ยง
แต่ทีมวิจัย KGI Taiwan เชื่อว่าอุปทานส่วนประกอบ server AI จะได้รับความสำคัญมากกว่าสินค้าผู้บริโภคอย่าง PCs และ smartphone ดังนั้นจึงคาดว่ายอดจัดส่ง server ทั่วโลกจะอยู่ที่ 15.5 ล้านเครื่องในปี 2569 (+24% )และ 16.7 ล้านเครื่อง (+8% ) ในปี 2570 คาดว่ากำไรของ DELTA จะต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 และ กลับมาโตได้ทั้ง YoY และ QoQ ในไตรมาสที่ 3
ดังนั้น ยังคงมองว่าอุปสงค์มีแนวโน้มแข็งแกร่งในขณะที่ margin ซึ่งกดดันกำไรในไตรมาสที่ 2 น่าจะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ และกลับมาเพิ่มขึ้นใน ไตรมาสที่ 3 ทั้งนี้ margin ที่ลดลง 4.9ppt QoQ ในไตรมาสที่ 2 เป็นเพราะ i) ต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น (คู่ค้าปรับราคา) ~2.0% ii) ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อจริงกับงบที่ตั้งไว้ (purchase variance) (ในการจัดการวัตถุดิบเพื่อให้ทันกับคำสั่งซื้อ) ~0.5% iii) มีการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง ~1.5% และ iv) product mix ~0.9% อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจัย ii-iv น่าจะดีขึ้นบ้างจากการบริหารจัดการวัตถุดิบภายในบริษัท และอานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินบาท จึงคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักไตรมาสที่ 2 จะเป็นจุดต่ำสุด และจะดีขึ้นจากไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป
“เรายังคงมองว่า DELTA จะได้อานิสงส์จากกระแสโลก และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินสด free cash flow ที่ติดลบของ CSPs ห้าเจ้าใหญ่จะฟื้นตัวจากปี 2571 เป็นต้นไป เมื่อมีกำลังการผลิตใหม่ และอุปสงค์เพิ่มเข้ามา ซึ่งจะทำให้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงจากมุมมองของ KGI Taiwan ในบทวิเคราะห์ AI Bi-Weekly ฉบับวันที่ 24 ส.ค. 2568) ในขณะที่อุปทานน่าจะยังตึงตัวต่อเนื่อง แต่บริษัทน่าจะเจรจากับลูกค้า และส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในการเจรจารอบปลายปีนี้ เราปรับลดประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักในประมาณการปี 2569 ลง 18% เพื่อสะท้อนถึงผลประกอบการที่อ่อนแอในไตรมาสที่ 2 และประมาณการปี 2570 ลง 4% จากการปรับลดสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนจาก 32.0 บาท/ดอลลาร์ฯ เป็น 31.8 บาท/ดอลลาร์ฯ “บล.เคจีไอฯระบุ
