บล.บัวหลวง แนะ 8 หุ้นปันผลคุณภาพสูง ด้านสหรัฐฯจังหวะสะสมหุ้น AI

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง กางผล Dividend Stress Test เฟ้น 8 หุ้นปันผลคุณภาพ รับมือตลาดแกว่งแรง เตือนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ระยะสั้นผันผวนรับสัญญาณ Fed ขึ้นดอกเบี้ย ดัน Bond Yield พุ่ง แนะเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้น AI และ Tech กำไรโตแข็งแกร่ง

บล.บัวหลวง ระบุว่า ท่ามกลางตลาดที่ยังผันผวน เรามอง Dividend Yield จะกลับมามีบทบาทเป็น Downside Buffer แต่การดู Yield จากประมาณการกรณีฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงทำ Dividend Stress Test สำหรับปี 2570 โดยกำหนด Worst-case scenario ตามความเสี่ยงของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น

ธนาคารสมมติ Credit cost เพิ่ม 5–10 bps และ Payout ratio กลับสู่ระดับปกติ,ค้าปลีก SSSG -2% YoY,ศูนย์การค้ายอดขายผู้เช่า -2% YoY, โรงพยาบาลรายได้ไม่เติบโต, ICT เผชิญการแข่งขันด้านราคาและ Cost saving ชะลอลง, พลังงานใช้ Brent ที่ US60/bbl เทียบ Base case US70/bbl และ WHA/WHAUP สมมติการโอนที่ดิน Data Center 900 ไร่เลื่อนออกจากปี 2570

ผล Stress Test พบว่า แม้ DPS ลดลงเฉลี่ย 7% จาก Base case ยังมีหุ้น 8 บริษัทที่ Dividend Yield ปี 2570 สูงกว่าระดับ +1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ได้แก่ CPALL, BDMS, CPN, TLI, WHA, COM7, OSP และ TU สะท้อนว่า Yield ยังมี Buffer รองรับได้แม้ผลประกอบการต่ำกว่าคาด

ในกลุ่มดังกล่าว CPALL ให้ Yield 4.1% ใน Worst case เทียบ +1SD ที่ 2.6%, BDMS 3.9% เทียบ 2.7%, CPN 3.9% เทียบ 2.9%, TLI 5.4% เทียบ 4.8%, WHA 4.9% เทียบ 4.5% และ COM7 4.0% เทียบ 3.7% ขณะที่ OSP และ TU ยังให้ Yield สูงที่ 5.3% และ 5.6% ตามลำดับ เทียบกับระดับ +1SD ที่ 5.2% ทั้งคู่

ในภาวะที่กำไรและตลาดยังมีความไม่แน่นอน กลยุทธ์จึงควรให้น้ำหนักกับ Quality Yield มากกว่าการเลือกหุ้นจาก Dividend Yield สูงเพียงอย่างเดียว โดยหุ้นทั้ง 8 ตัวข้างต้นยังรักษา Yield เหนือกรอบประวัติศาสตร์ได้แม้ผ่านสมมติฐานเชิงลบแล้ว

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงทางมหภาคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณค่อนข้างแข็งกร้าว (Hawkish) อย่างชัดเจนในการประชุมที่ Jackson Hole

โดยยืนยันว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% เป็นตัวเลขที่แน่นอน และ Fed พร้อมจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทันทีหากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนพอ

ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความน่าจะเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนนี้สูงเกินกว่า 50% จากประมาณ 35–36% ก่อนหน้า และมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีมีโอกาสสูงขึ้น

แรงกดดันดังกล่าว ส่งผลให้ตอบสนองในรูปแบบ Bear Flattening โดยผลตอบแทนพันธบัตร ( Bond Yield) ระยะสั้นอายุ 2 ปี ดีดตัวขึ้นสู่ 4.34–4.35%

ก่อนหน้านี้ 30-Year Treasury Yield ขึ้นไปแตะราว 5.31% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ แต่ล่าสุดลดลงประมาณ 10 bps จากจุดสูงดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากโครงการ Buyback ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

หนุนดอลลาร์แข็งค่า หลังความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ขณะที่ทองคำอ่อนตัวลง เนื่องจาก Real Yield และ Dollar ที่สูงขึ้นลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ไม่มี Yield

ตลอดจนหุ้นขนาดเล็กกลุ่ม Russell 2000 และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มี Valuation สูง

“นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ตลาดยังต้องจับตาความผันผวนจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งอาจกดดันช่วงขึ้น (Upside) ของตลาดในระยะสั้น”

อย่างไรก็ตาม บล.บัวหลวง ประเมินว่าภาวะดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันชั่วคราวและยังไม่ใช่สัญญาณการจบรอบขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานด้านผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง โดยกำไรบริษัทใน S&P 500 ถึง 88% ออกมาดีกว่าคาด และยังมีแรงขับเคลื่อนหลักจากวัฏจักรการลงทุน AI Capex Cycle ที่แข็งแกร่ง นำโดยหุ้นกลุ่ม Mega-cap Technology อย่าง Nvidia และ Salesforce

จึงแนะนำให้นักลงทุนอาศัยจังหวะที่ตลาดปรับตัวย่อลงจากความผันผวนเรื่องนโยบายการเงิน เป็นโอกาสในการทยอยเข้าซื้อสะสม (Buy on Dip) โดยเน้นเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มทางกำไรสูง (Earnings Visibility) และได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระยะยาว