กบข.ปฏิรูปพอร์ตลงทุน 1.6 ล้านล้านบ. เน้นยืดหยุ่น-มั่นคง-กำไรดี

HoonSmart.com>>เลขา กบข. คนใหม่ เดินหน้าปฏิรูปพอร์ตการลงทุน 1.6 ล้านล้านบาทรอบ 30 ปี มุ่งหน้าสู่การบริหารแบบ TPA หรือการมองพอร์ตเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว โมเดลเดียวกับกองทุนบำนาญระดับโลก เพิ่มความคล่องตัว-ผลตอบแทนดี 8 เดือนผลตอบแทน 8.08% หุ้นไทยทำสถิติกำไรพุ่ง 34.69%

นายศรพล ตุลยเสถียร เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยยโยบายในฐานะ เลขาธิการ กบข. คนใหม่ ว่า หนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ คือ การปฏิรูปกระบวนการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท โดยเตรียมยกระดับโมเดลการจัดสรรสินทรัพย์แบบดั้งเดิม ที่ใช้งานมานานกว่า 30 ปี ไปสู่แนวคิด Total Portfolio Approach (TPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับกองทุนบำนาญชั้นนำระดับโลกในหลายประเทศ อาทิ นอร์เวย์ สิงคโปร์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์

ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมุ่งเน้นการวิเคราะห์สินทรัพย์ผ่านปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ  เช่น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และปัจจัยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แทนการยึดติดกับสัดส่วนการลงทุนคงที่ในหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์แต่ละประเภท ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างคล่องตัวและทันท่วงทีในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง

​ปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มนำโครงสร้างดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในลักษณะ Hybrid TPA ในขั้นตอนแรกแล้ว พร้อมวางกรอบระยะยาวในการศึกษาโครงสร้างองค์กร ระบบการวัดผลตอบแทน การพัฒนาบุคลากร และการปรับวัฒนธรรมการทำงานภายใน เพื่อมุ่งสู่การใช้โมเดล TPA แบบเต็มรูปแบบอย่างสมบูรณ์ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ การลงทุนกำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการเงินและการปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ความผันผวนของราคาสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ รวมถึงการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งแม้จะเห็นความต้องการจริง (Real Demand) จากผลประกอบการ แต่ กบข. ยังคงวางตำแหน่งการลงทุนให้พร้อมเปิดรับโอกาสและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ประเภทหุ้นและพันธบัตรเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้แก่สมาชิก

นอกจากนี้ กบข. ยังคงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนกรอบการลงทุนตามหลักความยั่งยืน (ESG) เพื่อรองรับกฎเกณฑ์กำกับดูแลใหม่ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่เตรียมกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม SET50 เปิดเผยข้อมูลผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตลอดจนการร่วมเป็นกลไกหลักในการผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อความยั่งยืนของประเทศ

ในมิติการบริหารงานและบริการสมาชิก ผู้บริหาร กบข. ได้เร่งลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกข้าราชการผ่านกิจกรรมสัญจรในต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต ขอนแก่น และนครพนม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการและปัญหาเชิงลึก (Pain Points) อาทิ ความเร่งด่วนในการรายงานมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เพื่อนำข้อมูลจริงมาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้รวดเร็วขึ้นภายในวาระการทำงาน 4 ปี

ควบคู่กับการหารือกับพนักงานระดับปฏิบัติการและทีม Call Center อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและยกระดับประสิทธิภาพการบริการแก่สมาชิกข้าราชการทั่วประเทศอย่างยั่งยืน เน้น ลงทุนมั่นคง เกษียณมั่นใจ เศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สำหรับ ผลการดำเนินงานและการบริหารจัดการลงทุน ณ ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 ผลตอบแทนการลงทุนในภาพรวมมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยแผนการลงทุนทั่วไป (Main Plan) สามารถทำผลตอบแทนได้ 8.08%

ขณะที่แผนการลงทุนแบบ “สมดุลตามอายุ” สำหรับสมาชิกที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year-to-Date: YTD ณ วันที่ 16 สิงหาคม) สูงถึง 17.23%

ส่วนแผนทองคำแม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่ยังสร้างผลตอบแทน YTD ได้ 20.41% และ

แผนอสังหาริมทรัพย์ทำได้ 15%

ด้านสินทรัพย์หุ้นพบว่า หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทน 24%

ขณะที่ “หุ้นไทย” เป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดด้วยผลตอบแทนสูงถึง 34% โดยในในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีสมาชิก กบข. ปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน (Switching) เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยเกือบ 40% ของจำนวนผู้ที่ขอปรับแผนทั้งหมด

​อย่างไรก็ตาม กบข.เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนระยะยาวและการกระจายความเสี่ยง โดยชี้ว่าตลาดการเงินมีความผันผวนสูงมากและไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะเป็น “ผู้ชนะ” ได้ในทุกช่วงเวลา

จากสถิติพบว่า การปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนบ่อยครั้งโดยไม่ถูกช่วงเวลา หรือการย้ายแผนตามอารมณ์ตลาด มักจะส่งผลเสียต่อผลตอบแทนในระยะยาวมากกว่าการถือครองสินทรัพย์ที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยความเสี่ยงรอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงคราม นโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การพัฒนาของเทคโนโลยี AI ตลอดจนนโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า

นายศรพล  กล่าวว่า มิติ การบริหารพอร์ตการลงทุน กบข. เน้นความยืดหยุ่นและการยึดมั่นในหลักความยั่งยืน (ESG) โดย ใช้กระบวนการคัดกรองสินทรัพย์ก่อนการลงทุน ด้วยการสแกนและตัดบริษัทที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดความยั่งยืนออกจากตัวเลือก รวมถึงการเข้าพูดคุยกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน เพื่อผลักดันประเด็นเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ การเคารพสิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล

ปัจจุบัน กบข. ได้ร่วมลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ทั้ง Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond รวมมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท

​ขณะเดียวกัน กบข. ได้วางแผนยกระดับองค์กรสู่การเป็น “Future Ready Organization” โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ใน 3 ส่วนงานสำคัญ ได้แก่

งานด้านการลงทุนใช้ AI ในการวิเคราะห์ย่อยข้อมูลงานวิจัยจำนวนมหาศาลจากบทวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศ ติดตามผลการลงทุนแบบ Real-time และช่วยประเมินความเสี่ยง

งานบริการสมาชิก นำ AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของสมาชิก เพื่อส่งมอบบริการและการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-personalized Service) ผ่านช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับคนแต่ละรุ่น

งานบริหารจัดการภายในองค์กร นำกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Robotic Process Automation – RPA) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error)

​ทั้งนี้ นายศรพล ยืนยันว่าการนำเทคโนโลยี AI มาใช้นั้นจะอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสมาชิก และดูแลไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ไม่จำเป็น เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงทางการเงินและการเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพให้แก่สมาชิกข้าราชการทั่วประเทศ

สำหรับ ปี 2569 จะมีข้าราชการที่จะเกษียณอายุเกือบ 20,000 คน พบว่าประมาณ 39% มีเงินออมสะสมในบัญชี กบข. อยู่ที่เพียง 1 ถึง 1.5 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาระหนี้สินเฉลี่ยของข้าราชการที่สูงถึง 1.8 ล้านบาทต่อราย ส่งผลให้ผู้เกษียณส่วนใหญ่จำต้องนำเงินก้อนที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงานไปชำระหนี้สินจนหมด และทำให้สัดส่วนของผู้ที่ตัดสินใจนำเงินมาคงไว้เพื่อออมต่อกับ กบข. อยู่ในระดับที่ต่ำมาก

​นอกจากนี้ ผลการประเมินเกณฑ์คุณภาพชีวิตทางการเงินระดับดี หรือ T75 ซึ่งกำหนดเป้าหมายค่าใช้จ่ายหลังเกษียณไว้ที่ประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน มีข้าราชการไทยถึง 73% จากฐานสมาชิกทั้งหมด 1.2 ล้านคน ยังคงมีเงินสะสมต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว

ปัญหาดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยพฤติกรรมเริ่มออมที่ช้าลง โดยอายุเฉลี่ยของสมาชิกแรกเข้าในปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 29 ปี เมื่อเทียบกับในอดีตที่เริ่มต้นเพียง 24 ปี ทำให้สูญเสียระยะเวลาในการสร้างผลตอบแทนทบต้นไปถึง 5–6 ปี

ขณะเดียวกัน แม้กฎหมายจะอนุญาตให้สมาชิกสามารถออมเพิ่มได้สูงสุดถึง 27% แต่พบว่ามีข้าราชการสูงถึง 65% ที่ไม่เคยใช้สิทธิออมเพิ่มเลย

ส่วนกลุ่มที่ออมเพิ่มอีก 35% นั้น ส่วนใหญ่ยังเลือกออมเพิ่มเพียงเล็กน้อยในช่วง 1–3% เท่านั้น มีเพียงสมาชิกกลุ่มน้อยราว 8% หรือประมาณ 35,000 คนที่เลือกออมเต็มสิทธิตามกฎหมาย

​เพื่อรับมือกับท้าทายดังกล่าว กบข. ได้วางกลยุทธ์ยกระดับองค์กรสู่ “Future Ready” โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในการบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลสมาชิกอย่างมีระบบ ควบคู่ไปกับการควบคุมกำกับดูแล (AI Governance) และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล

รวมถึง มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกมีความรู้ทางการเงินและเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแผนการลงทุนตามช่วงอายุ (Life Path) หรือการปรับแผนด้วยตนเอง (DIY) ซึ่งช่วยให้สมาชิกบริหารจัดการเงินออมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังเกษียณอายุราชการ

ขณะที่ ข้อมูลพฤติกรรมการออมและการลงทุนของสมาชิกพบว่า ในปัจจุบันสมาชิกที่เลือกเปลี่ยนแผนการลงทุนด้วยตนเองมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 35% ขณะที่อีก 65% ยังคงเป็นกลุ่มผู้มีศักยภาพที่กองทุนมุ่งหวังจะส่งเสริมให้เกิดการออมเพิ่มและการลงทุนในแผนที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

สำหรับ กลุ่มสมาชิกที่เกษียณอายุแล้ว กบข. ได้อนุญาตให้สามารถออมต่อได้มาตั้งแต่ปี 2551 โดยปัจจุบันมีสัดส่วนผู้เข้าร่วมออมต่อคิดเป็น 0.81% ของสมาชิกทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวน 8,153 คน ซึ่งส่วนใหญ่เลือกออมต่อในระดับที่เกินกว่า 1,000 บาทต่อเดือน

โดยจะผลักดันการแก้ไขกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อให้ข้าราชการที่เกษียณอายุสามารถนำเงินบำนาญกลับเข้าสู่นระบบการออมของ กบข. ได้

จากการสำรวจกลุ่มมุ่งเน้นพบว่า สาเหตุสำคัญที่สมาชิกตัดสินใจออมต่อเนื่องมาจากผลตอบแทนที่ดีกว่าการนำเงินกู้ยืมหรือเงินกู้ก้อนไปฝากธนาคาร ตลอดจนความยืดหยุ่นในการถอนเงินรายเดือนและการมีแผนการลงทุนที่หลากหลาย

ในทางกลับกัน กลุ่มที่ไม่เลือกออมต่อให้เหตุผลเกี่ยวกับภาระหนี้สิน ความกังวลต่อความผันผวนของตลาด หรือความต้องการใช้เงินก้อน ซึ่งประเด็นนี้น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพและการหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 23%

นอกจากนี้ กบข. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นำเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแบบรายบัญชีย้อนหลัง 3 ปี ของสมาชิกจำนวน 1.2 ล้านคน ซึ่งสามารถจำแนกพฤติกรรมออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่ม Starter/Learner มีสัดส่วนประมาณ 50% (460,000 ราย) อายุเฉลี่ย 33 ปี ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำมากและอยู่ในแผนพื้นฐาน

กลุ่ม สม่ำเสมอ มีสัดส่วน 23% (200,000 กว่าราย) อายุเฉลี่ย 38 ปี เงินเดือนเฉลี่ย 37,000 บาท เริ่มยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับต่ำถึงปานกลางและมีการออมอย่างสม่ำเสมอ

กลุ่ม Explorer มีระดับการยอมรับความเสี่ยงสูงขึ้น ให้ความสนใจในการใช้งานระบบ e-Learning และแอปพลิเคชันเพื่อทดลองปรับเปลี่ยนแผนการลงทุน

กลุ่ม Planner (Heavy User) มีสัดส่วนประมาณ 3% มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล ยอมรับความเสี่ยงได้สูง และมีการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนบ่อยครั้ง

กลุ่มสุดท้ายมีสัดส่วน 28% เป็นกลุ่อายุและเงินออมสูง ให้ความไว้วางใจใน กบข. แต่เลือกลงทุนในรูปแบบอนุรักษนิยมสุด(Super Conservative)

เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ กบข. วางแผนเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น คลังข้อมูล Data Lake ของกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (แอปพลิเคชัน “วิเศษ”) และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อให้เห็นภาพรวมงบดุล (Balance Sheet) ของสมาชิกทั้งในด้านสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และรายจ่าย อันจะนำไปสู่การเสนอแนะแผนการลงทุนเฉพาะบุคคลที่ตรงจุดยิ่งขึ้น