“ฟินโนมีนา” ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 30 ล้านหุ้น “สตาร์ทอัพไทย” รายแรกเข้า SET

HoonSmart.com>> “ฟินโนมีนา” ยื่นไฟลิ่งเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 30 ล้านหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แพลตฟอร์ม WealthTech ที่ใหญ่ที่สุดของไทย เดินหน้าสู่การเป็นสตาร์ทอัพไทยรายแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ และเป็น WealthTech รายแรกที่จดทะเบียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งบล.กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ชื่อย่อหลักทรัพย์ “FINNO”

บริษัท ฟินโนมีนา แพลตฟอร์ม WealthTech ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากรายได้รวมตามงบการเงินเฉพาะกิจการของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภท ง (บริษัทหลักทรัพย์) ประกาศวันนี้ว่าบริษัทได้ยื่นแบบคำขอเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (“แบบคำขอฯ”) และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “FINNO”

บริษัท ฟินโนมีนา เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 30,000,838 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นประมาณ 15% ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขาย โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลุ่มธุรกิจการเงิน หมวดเงินทุนและหลักทรัพย์

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการกล่าว keynote ของนายเจษฎา สุขทิศ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท บนเวที Techsauce Global Summit 2569 ณ กรุงเทพมหานคร

หากได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การเสนอขายครั้งนี้จะนับเป็นการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ในประเทศไทย และเป็นการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งแรกของแพลตฟอร์ม WealthTech ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมายังไม่มีบริษัท WealthTech ที่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) รายใดในภูมิภาคเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของแต่ละประเทศได้ แม้ว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตจนมีสินทรัพย์บนแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งดิจิทัลราว 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อ้างอิงข้อมูลจาก ASEAN Exchanges

“ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผู้ก่อตั้งธุรกิจในภูมิภาคนี้ต่างถามคำถามเดียวกันว่าสตาร์ทอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นให้ประชาชน (Initial Public Offering: IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้จริงหรือไม่ เราเองก็ถามคำถามนี้กับตัวเองมาตลอด และคำตอบเดียวที่เราหาเจอ คือการลงมือทำ หากแบบคำขอฯ ของเราได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เราหวังว่านี่จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อวงการสตาร์ทอัพของประเทศไทย” นายเจษฎา สุขทิศ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว

สิบปีแห่งการสร้าง
ฟินโนมีนาก่อตั้งขึ้นในปี 2559 ดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม WealthTech แบบครบวงจร ผสานความรู้ด้านการลงทุน บริการที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ และแพลตฟอร์มการลงทุนเข้าด้วยกัน โดยบริษัทย่อยถือใบอนุญาตครอบคลุมทั้งใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง (ประเภทการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน การค้าหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน และการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เป็นหน่วยลงทุน) และใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการเป็นที่ปรึกษาการลงทุน

“เราเริ่มต้นจากการให้ความรู้เรื่องการลงทุนทุกอย่างที่เรามี ฟรี ทุกวัน ผ่านมาสิบปี สิ่งนี้ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเรา ผู้คนเข้ามาเพราะต้องการค้นคว้าหาความรู้ และอยู่ต่อเพราะมีผู้แนะนำการลงทุนตัวจริงช่วยให้เขาตัดสินใจได้ ไม่มีงบโฆษณาใดที่สามารถสร้างความไว้วางใจแบบนี้ได้” นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ผู้ร่วมก่อตั้งฟินโนมีนา กล่าว

“ผู้แนะนำการลงทุนของเราคือเหตุผลที่โมเดลธุรกิจนี้ทำงานได้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เรามีผู้แนะนำการลงทุนอิสระ 3,342 ราย ครอบคลุมบุคลากรจากหลายอาชีพ ทั้งแพทย์ นักบิน เภสัชกร และนักวางแผนการเงินอาชีพ ที่จับคู่กับนักลงทุนซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกัน โดยเทคโนโลยีทำหน้าที่จับคู่ ส่วนคนทำหน้าที่ให้คำแนะนำ” นายกสิณ สุธรรมมนัส ผู้ร่วมก่อตั้งฟินโนมีนา กล่าว

“โครงสร้างทางการเงินที่อยู่เบื้องหลังไฟลิ่งฉบับนี้ คือสิ่งที่เราอยากให้นักลงทุนพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยรายได้เพิ่มขึ้นราวเท่าตัวในสองปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นขยายจาก 29.5% เป็น 52.4% เราพลิกจากขาดทุนสุทธิในปี 2566 มาเป็นกำไรสุทธิ 105 ล้านบาทในปี 2568 ด้วยอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 19.8% ไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ นี่คือธุรกิจแพลตฟอร์มที่พิสูจน์ operating leverage ของตัวเองแล้ว” นายวิชญ์ สุทธิพงษ์ฉวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน กล่าว

ตลาดที่ยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้น
อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยเติบโตขึ้นจนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิราว 6.5 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2569 แต่ยังคิดเป็นเพียง 30% ของมูลค่า GDP เทียบกับราวร้อยละ 140 ในประเทศสหรัฐอเมริกา และมากกว่า 500% ในประเทศสิงคโปร์ ขณะที่สัดส่วนประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปคาดว่าจะเพิ่มจาก 18% ในปี 2020 เป็น 31% ภายในปี 2040 อ้างอิงจากการคาดการณ์ประชากรไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ทำให้คำแนะนำการลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นมากขึ้น

“ช่องว่างระหว่างสิ่งที่นักลงทุนไทยต้องการ กับสิ่งที่พวกเขาเข้าถึงได้ คือโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในตลาดของเรา เทคโนโลยีช่วยให้คำแนะนำการลงทุนระดับมืออาชีพถูกส่งมอบได้ในวงกว้างเป็นครั้งแรก โดยอาจให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์รับงานด้านปฏิบัติการ ส่วนผู้แนะนำการลงทุนยังคงดูแลด้านความสัมพันธ์ การใช้วิจารณญาณ และความรับผิดชอบต่อลูกค้า” นายเจษฎา กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ ข้อมูลตามที่เปิดเผยในแบบไฟลิ่ง บริษัทฯ มีสินทรัพย์ภายใต้คำแนะนำในกองทุนรวม 68,557 ล้านบาท ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตขึ้นจาก 38,762.4 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566

ส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้จากธุรกิจนายหน้าและตัวแทนในการซื้อขายหน่วยลงทุนคิดเป็น 37.3% ในปี 2568 สูงเป็นอันดับ 1 จากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์แบบ ง ทั้ง 17 ราย เพิ่มขึ้นจาก 31.6% ในปี 2566

รายได้รวมปี 2568 จำนวน 592.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 289.2 ล้านบาทในปี 2566 และมีกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 105.0 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 55.5 ล้านบาทในปี 2566 ล่าสุดตรมาส 1 ปี 2569 รายได้รวม 237.0 ล้านบาท กำไรสุทธิ 66.7 ล้านบาท และมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 29.5% ในปี 2566 เป็น 52.4% ในไตรมาส 1 ปี 2569

อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นร้อยละ 19.8 (12 เดือนล่าสุด) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 0.2 เท่า และไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย

ด้านผู้แนะนำการลงทุนอิสระ 3,342 ราย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) และมีผู้ใช้งานที่พร้อมลงทุน 194,006 ราย และผู้ติดตามแพลตฟอร์มความรู้ราว 800,000 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569) และเข้าถึงกองทุนรวม 2,235 กองทุน จาก 21 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569)

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–