Thailand Focus 2026 คึกคัก 74 นักลงทุนสถาบันทั่วโลกร่วมงาน

HoonSmart.com>>งาน Thailand Focus 2026 ต้อนรับ 74 สถาบันทั่วโลก ดึงชาตินวัตกรรมใหม่ สวิตเซอร์แลนด์ อิสราเอล เข้าร่วมครั้งแรก หลังดัชนีทะยานเกือบ 30% จากต้นปี ด้าน 3 โบรกร่วมจัดงาน ชี้กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิสวนทางตลาดโลกแค่น้ำจิ้ม เป้าหมายหุ้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล-AI รอตัวเลขลงทุนจริงยืนยัน ให้เป้า SET ปี’69 ที่ 1,680-1,720 จุด

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่างาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” เป็นเวทีแสดงศักยภาพการลงทุนในประเทศไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก ในจำนวนนี้ มีทั้งประเทศที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วในปัจจุบันที่มาร่วมรับฟังพัฒนาการและศักยภาพเติบโตของไทย และยังมีประเทศใหม่ที่เข้าร่วม Thailand Focus เป็นครั้งแรก อาทิ สวิตเซอร์แลนด์, นิวซีแลนด์ และอิสราเอล สะท้อนสัญญาณเชิงบวกที่ชี้ว่าตลาดทุนไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับ การลงทุนของผู้ลงทุนทั่วโลก

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการครบรอบ 20 ปีของ Thailand Focus และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมคู่ขนาน Affiliated Program ของงาน IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้ลงทุนสถาบันได้รับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหาร บจ. 77 บริษัท ทั้ง SET และ mai มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 80% ของทั้งตลาด (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ส.ค. 69) โดยผู้ลงทุนมีความสนใจ บจ. ที่อยู่ในธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของประเทศรวมถึง 15 บจ. ในโครงการ JUMP+ ที่มานำเสนอทิศทางการยกระดับการดำเนินงาน ผ่านการประชุมทั้ง one-on-one และ group meeting ถึง 1,552 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนจากการรับรู้ข้อมูลไปสู่ความสนใจและโอกาสการลงทุนจริง ตลอดจน สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ลงทุนทั่วโลก เพื่อยกระดับความน่าสนใจและความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย

นอกจากนี้ ยังมี 7 บจ. จากตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ตอกย้ำบทบาทความร่วมมือในการสร้างการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

“ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกสนใจติดตามการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งภาคธุรกิจไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพใน การปรับตัว ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมามีความโดดเด่นอีกครั้ง โดย SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปี สูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนท่ามกลางปัจจัยสนับสนุนรอบด้าน ทั้งกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยมีการซื้อสุทธิ 67,000 ล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปี มุมมองด้าน ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ได้รับการปรับดีขึ้นจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำระดับโลก ประกอบกับการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐที่มีส่วนเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความน่าสนใจลงทุนในตลาดทุนไทย” นายอัสสเดชกล่าว

งาน Thailand Focus 2026 จัดขึ้นเป็นปีที่ 20 ในครั้งนี้ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาเรียกความเชื่อมั่น ส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมเปิดรับการลงทุนจากทั่วโลก รวมทั้งฉายภาพยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนจากปัจจุบัน 20% เป็น 30% ของ GDP ทั้งในรูปของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการใช้มาตรการ “Thailand  Fast Pass” เพื่อผลักดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3%

ร่วมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้มุมมองการเปลี่ยนความท้าทายด้านพลังงานให้เป็นโอกาสและความได้เปรียบทางการแข่งขัน

อาทิปรับปรุงมาตรการและกฎระเบียบเพื่อให้มั่นใจว่าการเข้ามาของ Data Center จะไม่สร้างภาระแก่ประชาชนโดยกำหนดให้ผู้ลงทุนรายใหม่รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มจากการนำการ์ดเพื่อผลิตไฟฟ้าในขณะเดียวกันก็เพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่ถูกลง

พร้อมด้วย session ภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพเติบโต

ตั้งแต่การยกระดับไทยสู่ฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การสร้างเสถียรภาพและความแข็งแกร่งทางการคลัง

ตลอดจนกลยุทธ์การปรับตัวของภาคธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ เพื่อสะท้อนถึงศักยภาพของไทยในการก้าวผ่านความท้าทาย พร้อมคว้าโอกาสใหม่ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป

3 โบรกนอกร่วมจัดงานให้เป้า SET 1,680-1,720 จุด

Mr. Samir Kogar Country Head บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีมูลค่าการซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 5.88 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการพลิกโฉมอย่างสิ้นเชิงหลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากยอดขายสุทธิสะสมรวมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.29 แสนล้านบาท

​ในขณะที่ตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเหนือซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงกลับเริ่มเห็นแรงขายสุทธิจากต่างชาติและขับเคลื่อนโดยนักลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ เนื่องจากมีองค์ประกอบของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศผสมผสานกันอย่างลงตัว อีกทั้งความชัดเจนหลังการเลือกตั้งยังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างโอกาสการเติบโตของ GDP ในรอบใหม่

นางนริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากงาน Thailand Focus ที่นักลงทุนได้รับข้อมูลความชัดเจนทางเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความตื่นตัวในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure), Data Center, AI และการลงทุนภาคเอกชน

​อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงเน้นการเลือกซื้อแบบ Selective โดยคัดสรรเฉพาะบริษัทที่มีการเติบโตของกำไรชัดเจน (Earnings Visibility) และได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ออกมาในมุมสร้างสรรค์,เลือกสรรลงทุน) และ ขับเคลื่อนด้วยการเติบโต

​สำหรับ ประเด็นความกังวลด้านความเสี่ยง นักลงทุนต่างชาติเริ่มเจาะลึกข้อมูลระดับองค์กร (Fundamental) มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงจับตาผลกระทบจากกรณีที่ตลาด Nasdaq เตรียมเปิดทำการซื้อขาย 23 ชั่วโมงต่อวัน (23/5) ซึ่งอาจดึงดูดสภาพคล่องบางส่วนออกจากภูมิภาคเอเชีย แต่เชื่อว่าขอบเขตของเขตเวลา (Timezone) ที่แตกต่างกันจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้

​นายพรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำว่าปัจจัยแรกที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญมากที่สุดคือ เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การดีดตัวของราคาหุ้น นอกจากนี้ การจัดทำกรอบกำกับดูแล (Framework) ด้านเทคโนโลยี AI และ Data Center ของภาครัฐ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยให้การลงทุนมีความยั่งยืน

​ในด้านการแข่งขันระดับภูมิภาค ไทยมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งความพร้อมด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่โดดเด่น เหนือกว่าประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งเริ่มมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในระยะ 12-24 เดือนข้างหน้า

​นอกจากนี้ การดีดตัวของดัชนีจากระดับ 1,200 จุด ขึ้นมาทดสอบ 1,500-1,600 จุด ส่วนหนึ่งเกิดจากผลของฐานที่ต่ำ (Low Base Effect) หลังจากต่างชาติขายสุทธิไปกว่า 1.2-1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา การกลับมาซื้อสุทธิระลอกนี้จึงเป็นดัชนีชี้วัดขั้นแรก (Early Indicator) ว่านักลงทุนกำลังกลับมาทำการบ้านและทบทวนน้ำหนักการลงทุนในไทยอย่างจริงจัง

​นายศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บล. เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า แรงซื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของรอบการปรับตัวขึ้น (Rally) เนื่องจากระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ของตลาดหุ้นไทย (ไม่รวม DELTA) อยู่ที่เพียง 12 เท่ากว่าๆ ซึ่งถือว่าน่าดึงดูดอย่างมากเมื่อเทียบกับเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่อยู่ระดับ 15 เท่า

​ปัจจัยสำคัญที่จะรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้คือ นโยบายรัฐบาลที่ต้องนิ่งและนำไปสู่การเติบโตที่แท้จริง พร้อมทั้งมาตรการเสริมสภาพคล่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศการลงทุนให้เอื้อต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน