HoonSmart.com>>คลัง ปักธง 3 ยุทธศาสตร์ “ฟื้นฟูวันนี้-ปรับตัวทันที-ลงทุนเพื่ออนาคต” ดันสัดส่วนลงทุนแตะ 30% ของจีดีพี เร่งดึงดูดเงินลงทุนทางตรงผ่าน Thailand Fast Track ดันเป้าหมายเศรษฐกิจโตทะลุ 3% พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจใหม่ สู่การเติบโตยั่งยืนระยะยาว
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกภาพิเศษ ในงาน Thailand Foucus 2026 ว่า การเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ 2 ด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความเปราะบางเชิงโครงสร้างจากวิกฤตรากแก้ว โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่เข้ามากระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยซึ่งส่งผลให้แรงงานในวัยทำงานเริ่มลดลง ดังนั้น การเติบโตในอนาคตจึงต้องพึ่งพาการดึงดูดเงินลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity)
ทว่า ในอีกด้านหนึ่งกลับเป็น “โอกาสทอง” ครั้งสำคัญ เห็นได้จากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุน (FDI) จาก BOI ในครึ่งแรกของปีนี้ที่สูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท ราว 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พุ่งขึ้น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดเงินลงทุนจริงพุ่งแตะกว่า 500,000 ล้านบาท ราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเกือบ 30%
นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนในประเทศในไตรมาสที่ 2 ยังขยายตัวเกือบ 14% ซึ่งเป็นการเติบโตระดับสองหลักอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวราว 10% และเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสะท้อนว่านโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุนเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่บีบให้บริษัททั่วโลกต้องกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำหน้าที่เป็น “Trusted Connector” หรือตัวเชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนภายใต้เสถียรภาพที่มั่นคง
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรองรับความท้าทายและการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ ภาครัฐได้เดินหน้านโยบายผ่าน 3 กรอบเวลาหลัก ประกอบด้วย
1.Stabilize today หรือ สร้างเสถียรภาพวันนี้ ด้วยการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ผ่านการปรับเปลี่ยนสวัสดิการแบบเฉพาะเจาะจง เช่น โครงการคนละคนไทยพร้อม และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ควบคู่ไปกับการนำแอปพลิเคชันอย่าง “เป๋าตัง” เข้ามาช่วยร้านค้าขนาดเล็กทำบัญชีและวิเคราะห์การขาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว
2.Transition now หรือ ปรับตัวทันที โดยเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานผ่านกฎหมายและพระราชกำหนดที่สำคัญ พร้อมเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนในระบบไฟฟ้าด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และ Third Party Access รองรับความต้องการพลังงานสะอาดในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3.Invest for tomorrow หรือ ลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยการยกระดับอัตราการลงทุนของไทยจากปัจจุบันที่ราว 23% ของ GDP ขึ้นสู่ระดับ 30% ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐในรูปแบบ PPP และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds) ควบคู่กับการดึงดูด FDI และการขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนไทย
ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ได้มีการเปิดโครงการ “Thailand Fast Track” ซึ่งบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่าง 8 หน่วยงานภาครัฐ ได้เริ่มขจัดขวดแกะและอุปสรรคการลงทุนอย่างเห็นผล โดยคาดว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดเงินลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 700,000 ล้านบาท หรือราว 2.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเร็วๆ นี้
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ได้ตั้งเป้าหมายดันการเติบโตของเศรษฐกิจให้เกินกว่า 3% เปรียบเสมือนการเล่นฟุตบอลที่ภาคเอกชนคือ “กองหน้า” ในการบุกอุตสาหกรรมใหม่ ภาครัฐคือ “กองกลาง” ที่คอยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวก และเสถียรภาพทางมหภาคกับวินัยทางการเงินการคลังคือ “กองหลัง” โดยเน้นย้ำรักษาระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ต่ำกว่า 70%
สำหรับการวัดผลสำเร็จของการลงทุนในยุคใหม่ จะไม่ได้มองแค่เพียงตัวเลขเม็ดเงิน แต่จะเน้นย้ำคุณภาพใน 3 มิติ
มิติเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการทำ R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศ
มิติการเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ local และ SMEs เข้าสู่อุปทานระดับโลก
มิติผลกระทบต่อประชาชน สร้างงานคุณภาพสูงผ่านโครงการ “Skill Next” ร่วมกับบริษัทต่างชาติเพื่อฝึกอบรมทักษะที่ตลาดต้องการ
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า แนวคิดทั้งหมดนี้จะถูกชูเป็นหัวใจสำคัญในเวทีการประชุมระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Annual Meetings ในช่วงปลายปีนี้ ภายใต้ธีม “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อมุ่งเปลี่ยนทุนให้เป็นความสามารถเชิงแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศต่อไป
