HoonSmart.com>>”อัสสเดช คงสิริ” เผย ตลาดหุ้นไทย ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง จากดัชนีที่เคยร่วงลงไปแตะระดับ 1,200 จุดในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ได้ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1,600 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มกลับมามีทิศทางสดใสอีกครั้ง
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงาน Thailand Focus ครั้งที่ 20 ว่า ดัชนีหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1,200 จุดในปีก่อน ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุด
ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว พุ่งสูงขึ้นเกินกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวันในปีนี้
กระแสเงินทุนต่างชาติ พลิกกลับจากติดลบ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว มาเป็นบวกทะลุ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Year-to-Date)
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดเกิดจากการตั้งรัฐบาลที่มีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ส่งผลให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสำคัญและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากนี้ การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภาคเอกชนในประเทศยังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงเผชิญความผันผวนและความท้าทายหลายประการ
งาน Thailand Focus 2026 ในปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนไทยถึง 77 แห่งเข้าร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก พร้อมการหารือร่วมกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Exchanges) เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเพิ่มสภาพคล่องในระดับภูมิภาคในระยะยาว
ทั้งนี้ นายอัสสเดช ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวหลังกล่าวเปิดงานว่า ตลาดหุ้นไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ โดยดัชนีปรับตัวบวกใกล้เคียง 30% พร้อมแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลเข้าสุทธิเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายต่อวันที่คึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้มุมมองของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนผ่านจากความกังวลด้านความเสี่ยงทางนโยบาย ไปสู่การมุ่งเน้นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความชัดเจนทางนโยบายหลังการเลือกตั้ง และความเชื่อมั่นในนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ Thailand Fast Track ที่เร่งแปลงยอดขออนุมัติลงทุนให้เป็นเม็ดเงินจริงในระบบ ผสานกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (BOI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่อุตสาหกรรมโดดเด่นที่ได้รับความสนใจต่อเนื่องครอบคลุมทั้งกลุ่ม AI, พลังงาน และหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินของไทย
แม้จำนวนการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วงที่ผ่านมาจะชะลอตัวตามภาวะตลาด แต่การฟื้นตัวของตลาดทุนเริ่มส่งสัญญาณบวกให้บริษัทต่างๆ เตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนมากขึ้น ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. ปรับปรุงกฎเกณฑ์การจดทะเบียนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการแข่งขัน โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) สำหรับกลุ่ม New Economy พร้อมผลักดันโครงการ Jump+ ซึ่งมี 15 บริษัทเข้าร่วม เพื่อนำเสนอแผนเติบโต 3 ปีข้างหน้า ธรรมาภิบาล และความยั่งยืน (ESG) แก่นักลงทุนระดับโลก
ในมิติการเชื่อมโยงต่างประเทศ ตลาดทุนไทยเตรียมใช้เวทีงาน Thailand Focus และการประชุมใหญ่ IMF-World Bank Annual Meetings ในประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นสร้างความสนใจสู่อาเซียน ผ่านความร่วมมือหลากหลายด้าน อาทิ ต่อ ยอดความสำเร็จ Depositary Receipt (DR) จากการเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นสิงคโปร์สู่ระดับสากล การหารือแนวทางระดมทุน IPO สองตลาดพร้อมกัน และจัดทำมาตรฐานข้อมูล ESG ร่วมกันในกลุ่ม ASEAN Exchanges รวมถึง หารือโครงสร้างดัชนีร่วม 60/40 (จีน/อาเซียน) เพื่อรับอานิสงส์จากนโยบายสนับสนุน Fund Flow ข้ามแดนของรัฐบาลจีน
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนยังคงอยู่ที่ผลประกอบการจริง (Performance) และการส่งมอบผลงานตามแผนงานที่ได้สื่อสารไว้กับนักลงทุน
