HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 160 จุด หุ้นเทคโนโลยีฟื้นตัวจากการเทขายก่อนประกาศงบ Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้าน AI ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง “ราคาน้ำมันดิบ” ร่วงกว่า 3% เบรนท์ลงต่ำกว่า 90 เหรียญ/บาร์เรล ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
หุ้นสหรัฐวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ปิดบวก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีฟื้นตัวจากการเทขายก่อนการประกาศผลประกอบการของ Nvidia บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI ขณะที่นักลงทุนต่างคลายกังวลกับการลดลงของราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตร
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,577.40 จุด เพิ่มขึ้น 160.24 จุด หรือ +0.30%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,677.28 จุด เพิ่มขึ้น 24.42 จุด, +0.32%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,151.30 จุด เพิ่มขึ้น 171.11 จุด, +0.66%
หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวขึ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งมีกำหนดรายงานหลังตลาดปิดทำการในวันพุธ โดยหุ้นของบริษัทที่มีเจนเสน หวง เป็นผู้นำรายนี้ปรับตัวขึ้น 2% ซึ่งถือเป็นการยุติแนวโน้มขาลงที่ดำเนินมาตลอด 7 วันทำการ ขณะที่หุ้น Advanced Micro Devices และ Micron Technology ต่างปรับตัวสูงขึ้น 4.9% และ 2.5% ตามลำดับ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 4.625% ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงกว่า 3% สู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ แต่นักลงทุนยังคงประเมินผลกระทบจากการตัดสินใจของนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่จะขยายโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล
หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นกลุ่มที่ร่วงลง โดยหุ้นของ Dick’s Sporting Goods ผู้ค้า
ปลีกอุปกรณ์กีฬาร่วงลงถึง 30% หลังผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ส่วนหุ้น ผู้ค้าปลีกรายอื่น ๆ เช่น Walmart และ Target ก็อยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน โดยลดลง 1% และเกือบ 4% ตามลำดับ
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้รับผลกระทบจากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ และความขัดแย้งทางการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดา โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจากการสำรวจของ Conference Board ลดลงเล็กน้อยในเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ 89.4 และต่ำกว่าการคาดการณ์ของ Dow Jones ที่ 90.2 ผู้บริโภคยังมีมุมมองในแง่ลบเกี่ยวกับแนวโน้มในอนาคต
นักลงทุนรอตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งจะประกาศในวันพุธ รวมไปถึงการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของเฟดที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันศุกร์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ผู้เล่นในตลาดเงินยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจอื่นที่รายงานได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่เดือนกรกฎาคมจากกระทรวงพาณิชย์ที่ลดลง 10.5% สู่ระดับ 607,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมและต่ำกว่า 620,000 ยูนิต ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลหลังจากมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ของสหรัฐฯ ออกมาเบากว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเฮลท์แคร์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีหลักปรับตัวขึ้น
ดัชนี STOXX 600 อยู่ห่างจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อต้นเดือนนี้เพียง 0.6% เท่านั้น
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 656.48 จุด เพิ่มขึ้น 2.27 จุด, +0.35%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,886.16 จุด เพิ่มขึ้น 31.84 จุด, +0.29%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,439.20 จุด ลดลง 13.81 จุด, -0.16%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,266.14 จุด เพิ่มขึ้น 159.54 จุด, +0.61%
มาตรการใหม่ของสหรัฐฯ ที่มุ่งสกัดกั้นอิหร่านทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อตลาดในวงจำกัด เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดบทลงโทษใดๆ ต่อประเทศที่เป็นคู่ค้าของอิหร่าน
อิหร่านประกาศว่าจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจ ว่าบรรดาคู่ค้ารายใหญ่จะต้านทานแรงกดดันจากวอชิงตันได้
กลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ ปรับตัวขึ้นนำตลาดโดยเพิ่มขึ้น 1.2% โดยหุ้น Novo Nordisk บริษัทผู้ ผลิตยารักษาโรคอ้วนสัญชาติเดนมาร์กพุ่งขึ้น 2.9% หลังจากที่ JPMorgan ปรับเพิ่มราคาเป้า หมาย โดยอ้างถึงการคาดการณ์ยอดขายระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้น Zealand Pharma ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเดียวกัน ปรับตัวสูงขึ้น 5.6%
ด้านกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 1.1% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบสามสัปดาห์ โดยหุ้น Melrose Industries พุ่งขึ้น 10.4% หลังจากที่ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนอากาศยานสัญชาติอังกฤษรายนี้ได้เปิดเผยกรอบเวลาสำหรับการกลับมาเดินสายการผลิตเต็มรูปแบบที่โรงงาน GKN Aerospace ส่งผลให้หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอากาศยาน ปรับขึ้น 0.9% ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตามองสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเยอรมนี หลังจากที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยายตัวสูงกว่าคาดในไตรมาสที่สอง และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนสิงหาคมพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหนึ่งปี
นักวิเคราะห์ของ ING กล่าวว่า แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่องด้วยปัจจัยภายในเอง แต่การเติบโตที่สูงกว่าระดับศักยภาพในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองของปี ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงจากราคาก๊าซที่จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว และความตึงเครียดทางการค้าที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนี
ตลาดกำลังจับตาการปรากฏตัวครั้งแรกของเควิน วอร์ชประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมที่ Jackson Hole ปลายสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับประเด็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นและความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
หุ้นกลุ่มสินค้าหรู ลดลง 1.2% ซึ่งเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการปรับขึ้นของดัชนีหลัก โดยหุ้นของ Kering ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ Gucci ร่วงลง 3.3%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.2% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการของ Nvidia ในวันพุธ ท่ามกลางความกังวลว่าผู้ผลิตชิปรายนี้อาจทำผลงานให้ได้ตามความคาดหวังที่อยู่ในระดับสูงได้ยาก
หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และข้อมูลของยุโรปปิดตลาดในแดนลบ หลังจากที่ Google (บริษัทในเครือ Alphabet) ประกาศเปิดตัวเครื่องมือ “Gemini Enterprise” สำหรับทนายความและสำนักงานกฎหมาย
หุ้นของ Capgemini บริษัทให้บริการภาคธุรกิจของฝรั่งเศส และ Wolters Kluwer ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นอัมสเตอร์ดัม ลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.8% และ 3.1% ตามลำดับ
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมลดลง 2.65 ดอลลาร์ หรือ 3.12% ปิดที่ 82.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 3.59 ดอลลาร์ หรือ 3.89% ปิดที่ 88.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

