HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์ทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์พุ่ง 517 จุด ท่ามกลางความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล บิตคอยน์พุง นักลงทุนจับตาแผนสงครามเศรษฐกิจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีต่ออิหร่าน “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับตัวเพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ปิดท้ายสัปดาห์แห่งความผันผวนของตลาด ด้วยการปรับขึ้นท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล การพุ่งขึ้นของบิตคอยน์ ขณะที่รอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนสงครามเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่ออิหร่าน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิด 53,277.01 จุด เพิ่มขึ้น 517.80 จุด, +0.98%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,674.37 จุด เพิ่มขึ้น 33.21 จุด, +0.43%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,180.46 จุด เพิ่มขึ้น 113.29 จุด, +0.43%
ดัชนี Dow ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 30 ตัวได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ เช่น Merck และ Johnson & Johnson แต่ในรอบสัปดาห์นี้ลดลง 0.9% ซึ่งปรับลงเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกันส่วน ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วงลง 1.4% และดัชนี Nasdaq ลดลง 2% ต่างยุติสถิติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 สัปดาห์
หุ้นกลุ่มการเงินมีส่วนช่วยหนุนตลาดในภาพรวม โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีต่างปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น หลังจากที่ราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งขึ้นถึง 22% ในรอบสัปดาห์ ทั้งนี้ หุ้นของ Robinhood พุ่งขึ้นเกือบ 14% ขณะที่หุ้นของ Coinbase ปรับตัวขึ้น 8% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มวัสดุยังปรับขึ้น 2%
ในวันศุกร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.734% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.273%
ลีโอ เคลลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Verdence Capital Advisors มองว่าตลาดหุ้นอาจเผชิญกับภาวะการปรับลงได้อีก และมีความเสี่ยงที่จะลดลงเข้าสู่ระดับการปรับฐาน (correction) ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังคงปรับตัวสูงขึ้นและสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อต่อไป
นอกจากนี้ยังระบุว่า ตลาดได้ปรับตัวรับระดับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีที่ช่วง 4% ถึง 5% แล้ว หากเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ตัวเลขดังกล่าวพุ่งทะยานไปแตะระดับ 6% ถึง 7% ตลาดจะตอบสนองในเชิงลบ
ในภาวะที่อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนต่างจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในงานประชุมสัมมนาเชิงนโยบายเศรษฐกิจที่แจ็กสันโฮล ในสัปดาห์หน้า เพื่อหาความชัดเจนเพิ่มเติม รวมถึงประเด็นอื่นๆ เช่น ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
นอกจากนี้นักลงทุนต่างจับตาการแถลงข่าวของบสเซนตท์ในวันจันทร์ (24 สิงงหาคม 2569)ซึ่งจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนล่าสุดของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก่อนหน้าในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงกับประเทศใดก็ตามที่ทำการค้ากับอิหร่าน ซึ่งทำให้ความสนใจพุ่งเป้าไปที่จีน เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นเดือนสิงหาคมจากเอสแอนด์พี โกลบอล ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 56.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 เดือน แม้ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นลดลงสู่ระดับ 53.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือน ส่วนดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 56.8 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ เนื่องจากราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูงยังคงทำให้มีความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่อง
ดัชนี STOXX 600 ซึ่งเป็นดัชนีรวมของตลาดหุ้นยุโรป ยังคงปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่สองติดต่อกัน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 654.18 จุด เพิ่มขึ้น 3.83 จุด , +0.59%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,816.56 จุด เพิ่มขึ้น 68.40 จุด, +0.4%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,484.43 จุด เพิ่มขึ้น 31.34 จุด, +0.37%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,136.56 จุด เพิ่มขึ้น 153.52 จุด, +0.59%
การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวในช่วงต้นสัปดาห์ได้สร้างความกังวลแก่นักลงทุนทั่วโลกและบั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะประกาศมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนได้ช่วยหนุนความต้องการ
ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในยุโรป โดยเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ในระดับต่ำและมีแนวโน้มนโยบายการเงินที่ชัดเจนขึ้น
ข้อมูลที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมทางธุรกิจในยูโรโซนกำลังขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ในภาคการผลิตและการกลับมาเติบโตของการส่งออก ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของยูโรโซนจาก S&P Global ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
แต่นักลงทุนยังคงระมัดระวังในการตีความข้อมูลล่าสุด เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อ นักวิเคราะห์รายหนึ่งระบุว่า การที่ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นโดยไม่มีความต้องการซื้อพุ่งสูงขึ้นในวงกว้าง ถือเป็นสถานการณ์ที่อยู่ในระดับ ‘พอดี’ โดยมีการเติบโตมากพอที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดความระมัดระวังลง
ในรายกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มสินค้าหรูเพิ่มขึ้น 1.4% ฟื้นตัวจากการร่วงลงอย่างหนักในวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน นำการปรับตัวขึ้น 2.5% เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงช่วยหนุนราคาทองคำ
ข้อมูลจาก LSEG/Lipper ระบุว่า ตลาดหุ้นยุโรปมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิ 2.44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นยอดสูงสุดนับตั้งแต่สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หรือช่วงก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
หุ้นกลุ่มค้าปลีก เพิ่มขึ้น 1% โดยหุ้น JD Sports พุ่งขึ้น 5.6% ฟื้นตัวจากการร่วงลง 14% เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่ผู้ค้าปลีกสินค้ากีฬารายนี้ของอังกฤษได้ปรับลดคาดการณ์กำไรประจำปีลง
ตลาดการเงินกำลังเตรียมรับมือกับท่าทีที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในด้านนโยบายการเงิน ประกอบกับสถานการณ์ชะงักงันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในตะวันออกกลางที่ทำให้แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้ขยายความคำประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะทำสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ “รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” ต่ออิหร่าน ซึ่งท่าทีข่มขู่นี้บั่นทอนความหวังที่จะเกิดข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวสูงขึ้น 0.5%
กลุ่มพลังงาน เป็นหนึ่งในไม่กี่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับลง เช่นเดียวกับกลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.26% ปิดที่ 87.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 61 เซนต์ หรือ 0.65% ปิดที่ 94.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

