‘ศุภวุฒิ’ ชี้ไทยเสี่ยงโตช้า-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จับตาภาษีสหรัฐฯ-ฟองสบู่ AI โลก

HoonSmart.com>>ประธานสภาพัฒน์ฯ ออกโรงเตือนโจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้าง วิกฤตประชากรหดตัว -แรงกดดันภาษีการค้าจากสหรัฐฯ – ความเสี่ยงทางการเงินจากการทุ่มลงทุน AI เกินขนาดในตลาดโลก 

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยในงานสัมมนา Investment Forum 2026Investment Forum 2026:
“Investment in the Storm — ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว” หัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความแปรปรวน”ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งชะลอตัวลงตามคาด โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากการส่งออกที่เติบโตสูงถึง 12.5% ทว่าการนำเข้ากลับพุ่งสูงถึง 24% หรือคิดเป็นสองเท่าของการส่งออก ส่งผลให้ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้

สภาพการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ยากขึ้นเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง พร้อมเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทมีทิศทางอ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ปีหน้าลงเหลือ 1.8% จากเดิม 2.1%

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานนำเข้า โดยการประเมินพบว่าหากราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานจะคิดเป็น 10% ของ GDP และหากราคาเฉลี่ยยืนเหนือระดับ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลให้ GDP ของไทยหายไปถึง 3%

ในมิติโครงสร้างระยะยาว ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือ 64 ล้านคนภายในปี 2040 และจะมีแรงงานวัยทำงานหายไปจากระบบราว 4.7 ล้านคน ซึ่ง World Bank ประเมินว่าจะฉุดการขยายตัวของ GDP และรายได้ต่อหัวลงราว 0.86% ต่อปี ด้านภาคการเงิน

แม้ธนาคารพาณิชย์ไทยจะมีความแข็งแกร่งสูงโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) สูงถึง 20.7% และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) สูงถึง 173% แต่การปล่อยสินเชื่อแก่ธุรกิจ SME กลับติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ไตรมาส เนื่องจากปัญหา NPL ที่ทรงตัวในระดับสูง

สำหรับทางรอดทางเศรษฐกิจ ไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่การแปรรูปอาหารและภาคบริการ และสร้างการเติบโตผ่านห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น กลุ่ม Hard Disk Drive, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), เทคโนโลยี OSAT และ Photonics

ด้านปัจจัยต่างประเทศและความเสี่ยงระดับโลก ในเดือนกันยายนนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อทำข้อตกลง Agreement on Reciprocal Trade (ART) รวมถึงการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป โดยไทยยังมีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในประเด็นการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เองมีความเสี่ยงด้านวินัยการคลังอย่างหนัก จากภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อ GDP ที่พุ่งสูงถึง 3.3% และแนวโน้มการออกพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงเกือบเทียบเท่า 100% ของ GDP ท่ามกลางแรงซื้อจากต่างชาติที่ลดลง ซึ่งจะดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก

ขณะที่  AI ที่กำลังบูม ตลาดเริ่มเกิดความกังวลเรื่องความเปราะบางทางการเงิน (Financial Fragility) จากการลงทุนเกินขนาด (Over-invest) และการพึ่งพาเงินทุนหมุนเวียนกันเอง (Circular Financing) ในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งหากมูลค่าการลงทุนใน AI พุ่งเกิน 3-4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่ปรับโครงสร้างองค์กรอย่างแท้จริงเพื่อสร้างรายได้ที่คุ้มค่า อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในวงกว้างได้