HoonSmart.com>>สภาพัฒน์ ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปี 69 เป็น 2.2% จากเดิม 2% หลังไตรมาส 2 โตเกินคาด 1.9% ชูลงทุนเอกชน-ส่งออกเทคฯ หนุน แต่เผชิญแรงกดดันดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุล-หนี้ SME
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัว1.9% สูงกว่าคาดการณ์ 1.8% โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากการฟื้นตัวของการส่งออกและการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของการลงทุนภาคเอกชน
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ภาคการผลิตขยายตัวเพียง 0.1% ซึ่งเป็นผลมาจากโครงสร้างการคำนวณน้ำหนักอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้เมื่อการบริโภคในประเทศชะลอตัวจึงดึงภาพรวมภาคการผลิตให้ลดลงตามไปด้วย
แม้ว่ากลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ Semiconductor จะเติบโต 6.1% และกลุ่มคอมพิวเตอร์จะขยายตัวสูงถึง 21.1% แต่เนื่องจากมีน้ำหนักในการคำนวณน้อยกว่า จึงไม่สามารถพยุงภาพรวมภาคการผลิตได้ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ปัจจัยความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไตรมาส 2 อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการชะลอตัวของการบริโภคและแรงกดดันต่อราคาพลังงาน ถึงแม้จะมีสัญญาณการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านประเทศคนกลางที่อาจช่วยให้สถานการณ์ในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนยังคงสูงจากรายงานข่าวการโจมตีทางหารอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่คาดว่าราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอและผ่อนคลายลงจากช่วงไตรมาส 2
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นการบริโภคนั้น ตัวเลขไตรมาส 2 ถือเป็นข้อมูลในอดีตก่อนที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะออก ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ว่าการบริโภคจะชะลอลงจากปัจจัยภายนอกประเทศ
ดังนั้น การพิจารณามาตรการเพิ่มเติมในอนาคตจึงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการใช้จ่ายงบประมาณตาม พ.ร.ก. อย่างระมัดระวังและตรงเป้าหมายสูงสุด โดยเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงความผันผวนด้านพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ก่อนจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพเพิ่มเติม
ด้านประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และการที่สหรัฐฯ กดดันให้ประเทศพันธมิตรเลือกข้างในศึกเทคโนโลยี AI กับจีน ไทยยังคงยึดมั่นในจุดยืนความเป็นกลาง ไม่ขัดแย้งกับฝ่ายใด และเน้นการเปิดกว้างรับการลงทุน โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น PCB และ Chip Design ซึ่งมีตัวเลขส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับความกังวลเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 นี้ มีสาเหตุหลักมาจากดุลการค้าและดุลบริการที่ติดลบ จากการเร่งนำเข้าน้ำมันในช่วงที่ราคาตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมูลค่านำเข้าน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 117% ซึ่งหากหักมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าของไทยยังคงเป็นบวกอยู่ราว 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดุลการค้าในระยะถัดไปมีทิศทางดีขึ้น เนื่องจากไทยเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และปริมาณน้ำมันสำรองดีเซลในประเทศอยู่ในระดับที่สูงจนล้นแทงก์ ทำให้สามารถบริหารจัดการลดกำลังการผลิตและการนำเข้ารายวันลงได้
ประกอบกับราคาน้ำมันที่เริ่มปรับลดลง แต่ในฝั่งของดุลบริการยังคงได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงจากปัญหาค่าครองชีพทั่วโลก ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันไตรมาสที่ 4 อาจไม่เติบโตสูงตามที่เคยคาดการณ์ไว้ และคาดว่าจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้ติดลบประมาณ 1.2%
ดังนั้น สภาพัฒน์ จึงได้ปรับเพิ่มค่ากลางการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.2% จากเดิมที่คาดการณ์ค่ากลางไว้ที่ 2.0% จากช่วงคาดการณ์ขั้นต่ำสุด 2.0% – 2.5%
สำหรับ การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งสภาพัฒน์ได้ปรับเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2569 จาก 2.9% เป็น 3.3% และปรับเพิ่มปริมาณการค้าโลกจาก 3.6% เป็น 4.3% เนื่องจากความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง
สำหรับสมมติฐานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทยในปี 2569 ได้แก่ มูลค่าการส่งออกสินค้า ปรับเพิ่มขึ้นขยายตัว 15.1% โดยมีราคาส่งออกเพิ่มขึ้นอยู่ในช่วง 2.5% – 3.5% ตามแรงส่งของสินค้าเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์
มูลค่าการนำเข้าสินค้า ขยายตัว 25.5% จากการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และพลังงานเพื่อรองรับการผลิตและการส่งออก
ดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะ ขาดดุล 1.2% ของ GDP (ปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 1.0%) สาเหตุหลักมาจากมูลค่าการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น
การท่องเที่ยว คงเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 32 ล้านคน แต่ปรับเพิ่มประมาณการรายได้เป็น 1.65 ล้านล้านบาท จากค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อทริปที่เพิ่มขึ้น
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ค่ากลางอยู่ที่ 1.7% (ช่วง 1.5% – 2.0%) โดยมีแรงกดดันจากดชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 8% ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในระยะถัดไป
อัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าจะอยู่ที่ช่วง 32.5 – 33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 80 – 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
สภาพัฒน์ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะได้รับแรงสนับสนุนจาก 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่
1.การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 9.6% โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ การเร่งเบิกจ่ายเงินลงทุนจริงจากบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI มาตรการ Thailand Fast Pass และการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อรองรับการลงทุนในกลุ่ม Data Center
2.การบริโภคภาคครัวเรือน คาดว่าจะขยายตัว 2.6% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ
3.การส่งออกสินค้าเทคโนโลยี สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงขยายตัวได้ดีในตลาดโลก
4.การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 3.1% จากการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณหลังสิ้นสุดไตรมาสที่ 2
แม้เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น แต่ยังคงเผชิญความท้าทายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการการค้าของสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด ปัญหาปรากฏการณ์เอลนีโญกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนภาคการเกษตร และปัญหาความเปราะบางภาคการเงิน
โจทย์ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต (Stage 2) ของ SME ต่อสินเชื่อรวมสูงถึง 15.91% ขณะที่หนี้เสีย (NPL) ของ SME อยู่ที่ระดับประมาณ 9% ของสินเชื่อรวม ประกอบกับสินเชื่อธุรกิจ SME ในสาขาสำคัญ เช่น การผลิต การก่อสร้าง ขายปลีกขายส่ง และที่พัก ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาคการเงินจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานรากเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพและแรงส่งทางเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ เสนอแนะแนวทางบริหารนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและเตรียมปัจจัยการผลิตทางการเกษตรรับมือภัยแล้ง, การรักษาแรงส่งภาคส่งออกและเตรียมความพร้อมรับมือกฎระเบียบ CBAM, การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชนและการดึงดูด Data Center, การเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐผ่านกองทุน TFF และรูปแบบ PPP เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง, และการเตรียมพร้อมรองรับความเสี่ยงด้านราคาพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพานำเข้าในระยะยาว
