HoonSmart.com>>”ไทยออยล์”(TOP) เผยไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิ 8,283.85 ล้านบาท หายไป 11,197 ล้านบาทหรือ 57% จากไตรมาสแรก จากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน 10,741 ล้านบาท ขาดทุนการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน 6,476 ล้านบาท รวม 17,217 ล้านบาท เจอราคาน้ำมันดิบเหวี่ยงขึ้น-ลงแรงผิดปกติจากสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ รวมครึ่งปีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท จับตาครึ่งปีหลังขาดทุนสต๊อก ต้นทุนการเงินเพิ่ม 320 ลบ. เดินหน้าสร้างความมั่นคงพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน

บริษัท ไทยออยล์ (TOP) เปิดเผยผลงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 8,283.85 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 3.71 บาท เพิ่มขึ้น 1,808.07 ล้านบาท คิดเป็น 27.92% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 6,475.78 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 2.90 บาท แต่ลดลง 11,197 ล้านบาท หรือ 57.48% จากไตรมาสแรก รวมครึ่งปีนี้กำไรทั้งสิ้น 27,765 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 12.43 บาท ก้าวกระโดดจากที่มีกำไรสุทธิ 9,979.29 ล้านบาท หรือ 4.47 บาทต่อหุ้นในช่วงเดียวกันปีก่อน
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดชั่วคราว กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของอุปทานโลก ไทยออยล์ จึงปรับกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบอย่างทันท่วงที โดยลดการพึ่งพาจากตะวันออกกลางและกระจายแหล่งจัดหามากขึ้น โดยในไตรมาส 2 จัดหาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางอยู่ที่ 59% จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริการวมกัน 32% จากภายในประเทศ 7% และจากตะวันออกไกล 2% พร้อมรักษาอัตราการกลั่นของโรงกลั่นในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงเดือนมี.ค.-พ.ค. 2569 ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิ.ย.หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทยอยกลับมา น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางออกสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงในช่วงปลายไตรมาส 2
อย่างไรก็ตามน้ำมันดิบที่ใช้ในการผลิตจะต้องจัดซื้อล่วงหน้าประมาณ 1-2 เดือน โดยที่ใช้ในการผลิตในไตรมาส 2 จะเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ซึ่งราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิ.ย. จึงรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) จำนวน 10,741 ล้านบาท หรือ 12.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากการบริหารความเสี่ยงราคาน้ำมัน จำนวน 6,476 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และ ค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2 เท่ากับ 8,915 ล้านบาท และเมื่อหักค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 8,284 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 3.71 บาทต่อหุ้น ลดลง 11,197 ล้านบาทจากไตรมาส 1/69 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 27,765 ล้านบาท
แนวโน้มในช่วงไตรมาส 3/69 คาดว่าสถานการณ์ตลาดยังคงมีความไม่แน่นอน มีปัจจัยที่น่าจับตา ดังนี้:
1. การรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จากการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันดิบปรับลดลง อาจจะรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569
2. สภาพคล่องและกระแสเงินสดลดลงจากการให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน การปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. ลง 1.4 –2.4 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 ก.ค.-15 ส.ค.2569 และเงินชดเชยคงค้างจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 10,800 ล้านบาท และคาดว่าจะทำให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 320 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนดังกล่าวเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการภาครัฐ มิใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ผลักภาระดังกล่าวไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูป
3. ความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป จากอุปสงค์ในประเทศที่มีแนวโน้มอ่อนตัว ส่งผลให้สินค้าคงคลังและต้นทุนจัดเก็บเพิ่มขึ้น และอาจต้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่ลดลงตามแนวโน้มราคาตลาดล่วงหน้า (Forward Price) รวมถึงปรับลดกำลังการผลิต ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิตน้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์อื่นและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ก๊าซหุงต้ม แนฟทา กำมะถัน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางชนิด ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
ความสำเร็จของการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อการเติบโตในอนาคต
1. ดำเนินงานเชิงรุก เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไปยังทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา ควบคู่กับการใช้คลังน้ำมันดิบลอยน้ำ (Floating Storage) และการจัดหาถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม เพื่อรักษาความต่อเนื่องการผลิตและการส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ
2. เร่งดำเนินการโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP) อย่างต่อเนื่องตามแผนงาน เพื่อรองรับการทดลองเดินเครื่องจักรของกลุ่มหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่ในปี 2570 และการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโครงการในไตรมาสที่ 3 ปี 2571 โดยคาดว่าโครงการจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้างกว่า 20,000 คน
ตลอดกว่า 65 ปี ไทยออยล์ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสังคม โดยในปี 2569 มีส่วนร่วมบรรเทาค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ผ่านการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นในช่วงครึ่งแรกของปีตามมาตรการภาครัฐ มูลค่าประมาณ 3,220 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมตลอดปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมด้านสุขภาวะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สังคมและวัฒนธรรม โดยมีการดำเนินงานสำคัญ ได้แก่
ด้านสุขภาวะ: สนับสนุนโรงพยาบาลแหลมฉบังด้วยงบประมาณสะสมกว่า 170 ล้านบาท ครอบคลุมการก่อสร้าง “อาคารไทยออยล์” อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 5 ชั้น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมขยายการสนับสนุนสู่ระดับประเทศ โดยในปี 2569 มอบเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ากว่า 195 ล้านบาท แก่โรงพยาบาล 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชน
ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาลและสถานศึกษาภาครัฐในพื้นที่ห่างไกลสะสม 24 แห่ง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 428 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 45,000 ต้น* พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน
ด้านการศึกษา สังคมและวัฒนธรรม: ส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชน ผ่านทุนการศึกษา สื่อการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาทักษะ ควบคู่กับการส่งเสริมกีฬา การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
ภายใต้ความท้าทายของตลาดพลังงานโลก ไทยออยล์ยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบและรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
*คำนวณจากอัตราการดูดซับ CO₂ ของต้นไม้เฉลี่ย 9.5 กก. CO₂/ต้น/ปี (อ้างอิง: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.))
