HoonSmart.com>>ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) วันที่ 12 ส.ค.2569 ปิดลบเล็กน้อยที่ 53,770.27 จุด ลดลง 21.58 จุด หรือ -0.04% ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปิดตลาดในแดนบวก โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการรายไตรมาสที่สดใสของ CoreWeave และบริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI แห่งอื่นๆ รวมไปถึงรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับต่ำ
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,748.50 จุด เพิ่มขึ้น 20.30 จุด, +0.26%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,588.49 จุด เพิ่มขึ้น 143.04 จุด, +0.54%
สำนักงานสถิติแรงงาน รายงาน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ในเดือนก.ค. ชะลอตัวลงจากระดับ 3.5% ในเดือนมิ.ย. และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% สอดคล้องกับการคาดการณ์
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่เพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เช่นกัน
ข้อมูลเงินเฟ้อที่ไม่สูงนักช่วยตอกย้ำการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในการประชุมเดือนก.ย.นี้
เอลเลน เซนต์เนอร์ หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของ Morgan Stanley Wealth Management กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้จะช่วยตอกย้ำมุมมองที่ว่าไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามจะมีการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้ออีกชุดหนึ่งก่อนการประชุม FOMC ในเดือนก.ย. ดังนั้นสถานการณ์จึงอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่หากตัวเลขเหล่านั้นไม่ได้บ่งชี้ถึงทิศทางที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมเดือนหน้า
ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch บ่งชี้ว่า Fed funds futures สะท้อนความเป็นไปได้ราว 60% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับปัจจุบันในช่วง 3.50% ถึง 3.75% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับกว่า 45% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ผลประกอบการรายไตรมาสและแนวโน้มธุรกิจล่าสุดจาก CoreWeave และ Super Micro Computer ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นั้นยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง โดยราคาหุ้นของ CoreWeave บริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์รายสำคัญพุ่งขึ้น 19% หลังจากที่รายงานอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted operating income margin) ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 5% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหุ้นของ Super Micro Computer ก็ปรับตัวสูงขึ้น 19% เช่นกัน ภายหลังจากที่บริษัทเปิดเผยคาดการณ์ผลกำไรและรายได้ที่แข็งแกร่งสำหรับไตรมาสแรก
หุ้นตัวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่างก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดย Dell Technologies และ Micron Technology ปรับตัวขึ้นเกือบ 10% และเกือบ 5% ตามลำดับ ขณะที่ Cisco Systems ปรับตัวขึ้นเกือบ 3% นอกจากนี้ หุ้นของ Nebius บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคลาวด์ยุคใหม่ (neocloud) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพุ่งทะยานขึ้นถึง 34%
นักลงทุนยังจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยแหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านระบุว่า ไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อรื้อฟื้นข้อตกลงชั่วคราวที่ทำไว้เมื่อเดือนมิถุนายนและกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่เหตุโจมตีเรือขนส่งสินค้ายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความหวังที่ริบหรี่ลงว่าจะมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบและลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นักลงทุนกำลังพิจารณาข้อมูลผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาในระดับที่ไม่น่ากังวลช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับ
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ในเดือนหน้าลง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 659.48 จุด ลดลง 1.03 จุด , -0.16%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,833.15 จุด ลดลง 11.04 จุด, -0.10%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,674.94 จุด ลดลง 40.00 จุด, -0.46%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,331.07 จุด ลดลง 60.35 จุด, -0.23%
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นในช่วงการซื้อขายที่ผ่านมาโดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ซึ่งข้อมูลคาดการณ์จาก LSEG ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของผลประกอบการในไตรมาสที่สองที่ระดับ 22%
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตมาจากภาคพลังงาน นักลงทุนจึงยังคงมีความกังวลว่าราคาน้ำมันที่ยืนระดับสูงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาพลังงาน ประกอบกับยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
มาร์ติน แฟรนด์เซน ผู้จัดการกองทุนของ Principal Asset Management กล่าวว่า หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกนาน แรงงานอาจเริ่มเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อรองรับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลกระทบกดดันต่ออัตรากำไรของบริษัทต่างๆ ในยุโรปในวงกว้าง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านระบุว่า ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในการรื้อฟื้นข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวกับสหรัฐฯ สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเบรนต์ลดลง 0.1% ขณะที่นักลงทุนประเมินคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC)
ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ เดือนก.ค. ปรับตัวขึ้นตามคาด ซึ่งช่วยลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า
หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ ลดลง 1.2% โดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลง 4.3% ของหุ้น EssilorLuxottica หลังจากกลุ่มองค์กรในเยอรมนีได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาต่อ Meta ในประเด็นแว่นตา AI และต่อหน่วยธุรกิจของผู้ผลิตแว่นตาจากฝรั่งเศสรายนี้ ในข้อหาละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัว
หุ้นกลุ่มสินค้าส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน ลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.9%
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมอากาศยานและการป้องกันประเทศ ปรับตัวขึ้นนำกลุ่มอื่น ๆ โดยเพิ่มขึ้น 1.1% เนื่องจากนักลงทุนหันมาสนใจหุ้นของบริษัทที่มักได้รับประโยชน์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าหรู ลดลงมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม โดยร่วงลง 2.9%
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Nokia พุ่งขึ้น 9.6% หลังจาก Lumentum ผู้ผลิตชิ้นส่วนออปติกจากสหรัฐฯ เปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการที่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงติดตามและประเมินข้อมูลผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
หุ้น Bilfinger บริษัทผู้ให้บริการด้านอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลง 5.4% หลังจากที่ปรับลดคาดการณ์อัตรากำไรสำหรับทั้งปีลง
ส่วนหุ้น Vestas ผู้ผลิตกังหันลมจากเดนมาร์ก พุ่งขึ้น 19.7% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์อัตรากำไรสำหรับทั้งปี
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ หรือ 0.08% ปิดที่ 83.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ หรือ 0.08% ปิดที่ 88.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

