ดาวโจนส์ปิดลบ 184 จุด ความหวังสันติภาพสหรัฐ-อิหร่านลดลง รอข้อมูลเงินเฟ้อ

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 184 จุด ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อกว่า 1% ผสมแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก่อนรายงานเงินเฟ้อที่สำคัญ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวกเล็กน้อย

ตลาดหุ้นสหรัฐ วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ปิดลบ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้มีความไม่แน่นอนของการบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ผสมกับแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก่อนการประกาศรายงานอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,791.85 จุด ลดลง 184.13 จุด, -0.34%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,728.20 จุด ลดลง 24.91 จุด, -0.32%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,445.45 จุด ลดลง 159.91 จุด, -0.60%

นักลงทุนมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นว่า สหรัฐฯ และอิหร่านอาจไม่สามารถหาทางออกร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งในภาพรวมได้ หลังโมฮัมหมัด บาเกอร์ ซอลกอดร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไป ตราบใดที่สหรัฐฯ ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านเพื่อยุติสงคราม

ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นแม้หลังจากที่นายควาจา อาสิฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของปากีสถาน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯ และอิหร่าน “ใกล้จะบรรลุข้อตกลงบางอย่างแล้ว” ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานโลก ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันที่สูงอย่างต่อเนื่องและแนวทางที่ไม่ชัดเจนในการยุติสงคราม ทำให้ความสนใจมุ่งไปที่รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันพุธ และดัชนีราคาผู้ผลิต(PP) ในวันพฤหัสบดีหลัง จากรายงานการจ้างงานที่อ่อนตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ในวันศุกร์ การคาดการณ์จึงเปลี่ยนไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ในเดือนกันยายน

โดยนางเบธ แฮมแม็ค ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวกับ Yahoo Finance เมื่อวันจันทร์ว่า อาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ

แต่เดนนิส โฟลล์เมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Montis Financial คาดว่ารายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะยังคงมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำเหตุผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมแทนที่จะปรับขึ้น แม้ว่ารายงานการจ้างงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาจะออกมาอ่อนแอก็ตาม

ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ กลุ่มบริการด้านการสื่อสาร (Communication Services) เป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P 500 โดยร่วงลงกว่า 2% หลังจากราคาหุ้นของ Alphabet และ AppLovin ปรับตัวลดลง 3.8% และเกือบ 6% ตามลำดับ ทั้งนี้ หุ้น Alphabet เผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมา โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงเป็นครั้งที่ 4 จากการซื้อขาย 5 วันทำการล่าสุด นับตั้งแต่ Google ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัท

กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรับตัวลง โดยราคาหุ้น Nvidia พลิกกลับมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยหลังจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้า แม้ในวันจันทร์ที่ผ่านมาบริษัทผู้ผลิตชิปรายนี้จะประกาศความร่วมมือกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง เพื่อระดมทุนกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ตาม ส่วนหุ้น Apple ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยร่วงลงกว่า 1%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานได้แก่ การจ้างงานของภาคเอกชนจาก ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8,250 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 25 กรกฎาคม

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ (NAR) รายงาน ยอดขายบ้านมือสองเดือนกรกฎาคม ลดลง 1.7% เมื่อเทียบรายเดือน มาที่ 4.06 ล้านยูนิต แต่สูงกว่า 4.05 ล้านยูนิตที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อย และยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนช่วยชดเชยความระมัดระวังจากความไม่แน่นอนด้านอุปทานพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ดัชนี STOXX 600 แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า โดยดัชนียังคงยืนอยู่ในระดับใกล้ all-time highs หลังจากปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาด้วยแรงหนุนจากผลประกอบการที่สดใส ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างความเชื่อมั่นต่อผลประกอบการกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 660.51 จุด เพิ่มขึ้น 0.06 จุด , +0.01%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,844.19 จุด ลดลง 18.31 จุด, -0.17%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,714.94 จุด ลดลง 11.09 จุด, -0.13%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,391.42 จุด เพิ่มขึ้น 67.54 จุด, +0.26%

ข้อมูลคาดการณ์จาก LSEG ระบุว่า ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น 22% อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมภาคพลังงาน อัตราการเติบโตของผลประกอบการจะอยู่ที่ระดับ 11.5%

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนประเมินระหว่างสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างอิหร่านและโอมาน กับข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการหยุดชะงักอย่างต่อเนื่องของการขนส่งพลังงาน โดยข้อมูลจาก Kpler แสดงให้เห็นว่ามีเรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวน 6 ลำในวันจันทร์ เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10 วันที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ประมาณ 11 ลำ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปากีสถานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะบรรลุ “ข้อตกลงบางประการ” แล้ว

ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นช่วยหนุนหุ้นกลุ่มน้ำมันและก๊าซ แต่ความกังวลที่ว่าการหยุดชะงักของการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้ออาจมีผลต่อภาวะเงินเฟ้อและส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ได้จำกัดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม

หุ้นกลุ่มพลังงาน พุ่งขึ้น 1.7% ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้น 1.1% ซึ่งช่วยหนุนตลาดด้ว โดยกลุ่มพลังงานยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในยุโรปปีนี้ ด้วยอัตราการเติบโตประมาณ 24% นับตั้งแต่ต้นปี

นักลงทุนกำลังรอติดตามข้อมูลการจ้างงานและตัวเลข GDP ของยูโรโซน รวมถึงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย

กลุ่มธุรกิจประกันภัย ลดลง 1% โดยหุ้นของ Legal & General ลดงลง 3.1% หลังจากที่ UBS ปรับลดคำแนะนำการลงทุนลงจากระดับ “ถือ” (neutral) เป็น “ขาย” (sell)

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 83.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลลาคมเพิ่มขึ้น 1.19 ดอลลาร์ หรือ 1.36% ปิดที่ 88.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–