HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าดึงเงินลงทุน ต่างชาติ-ไทยครึ่งปีหลัง รักษาวอลุ่มเทรดนิวไฮตลอดปี ชู ‘Growth Story’ ผ่านเวที Thailand Focus 2026 เชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่โครงการ Jump+ ผสานหุ้นใหญ่ – หุ้นกลุ่มนวัตกรรม เสริมแกร่งเชื่อมั่น ยกข้อมูลโบรกเกอร์ปรับคาดการณ์กำไรบจ.สูงสุดรอบ 3 ปี-กองทุนต่างชาติเพิ่มน้ำหนักตลาดเกิดใหม่+ไทย -สิทธิภาษีดึงกองทุนในประเทศกลับเข้าเก็บหุ้น ช่วยพยุงตลาดฝ่ามรสุมสงคราม ราคาน้ำมันพุ่ง
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองทิศทางและปัจจัยหนุนตลาดทุนไทยช่วงที่เหลือของปี ว่า มีหลายปัจจัยบวกที่เป็นแรงขับเคลื่อน แต่หลักๆ จะอิงกับนโยบายเชิงโครงสร้างภาครัฐ และการเร่งนำเสนอแนวทางการเติบโตใหม่ หรือ “Growth Story” ของประเทศเพื่อดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยกดดันภายนอกประเทศ
“ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะเกิดขึ้นได้จากการสื่อสารวิสัยทัศน์ที่จับต้องได้จริง โดย Growth Story ของไทยที่เราไปช่วยกันขายและช่วยกันสื่อสารต่อได้ จนเกิดความรู้สึกว่าเกิดขึ้นได้จริง สิ่งนี้จะกลายเป็นพลังขับดันตลาดและเศรษฐกิจของเราให้ไปได้ไกล”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า ณ วันนี้ ปัจจัยพื้นฐานในประเทศน่าจะมีองค์ประกอบที่เกือบจะครบถ้วนในการสร้างความสนใจต่อตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 26-28 ส.ค.2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผนึกกำลังกับ 4 บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็น Co-host ชั้นนำ ที่มีูกค้าสถาบันครอบคลุทั่วโลก จัดงาน Thailand Focus 2026:Reignite Thailand ในการนำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจ การลงทุน เน้นการถ่ายทอดทิศทางนโยบาย การดำเนินงานของภาคธุรกิจ และการมีส่วนร่วมของนักลงทุน เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งของภาพรวมการลงทุนในไทย พร้อมเปลี่ยนผ่านการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่โอกาสทางการเงินที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
ขณะนี้ สามารถดึงดูดบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมนำเสนอข้อมูลแก่นักลงทุน รวมมูลค่ามาร์เก็ตแคปคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 74% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าราว 15 ล้านล้านบาท
เป็นอีกหนึ่งเวที ที่จะสร้างแรงดึงดูดต่อนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศในระยะถัดไป โดยจะแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐเข้ากับภาคธุรกิจในตลาดทุน ผ่านโครงการขับเคลื่อนหลักอย่าง Jump+ ซึ่งเริ่มเห็นการนำบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมรุ่นใหม่ เช่น BBIK, SJWD และ MGC-ASIA เข้ามาผสมผสานกับหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 มาร่วมนำเสนอข้อมูล เพื่อสะท้อนภาพการขยายตัวของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เกื้อหนุนกลุ่มพลังงานสะอาด กลุ่มเฮลท์แคร์ (Healthcare) ตลอดจนกลุ่มการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ซึ่งสอดรับกับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.5%
ด้านโครงสร้างนักลงทุน สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติและในประเทศ ยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ที่ระดับประมาณ 50%:50% ของมูลค่าการซื้อขายรวม
ขณะที่ ข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการประมาณการณ์ จะเห็นว่า กองทุนต่างประเทศ บางส่วนเริ่มปรับน้ำหนักการลงทุนขึ้นเป็น Overweight ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ซึ่งไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้ รวมถึงโบรกเกอร์หลายค่ายต่างมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ SET Index จะถึง 1,700 จุด เป็นอีกแรงหนุนเข้ามาช่วยประคองสภาพคล่องในตลาดในช่วงที่เหลือของปี

ด้านนักลงทุนสถาบันที่เป็นกลุ่มกองทุน แม้จะมีการขายออกมาเป็นระยะ ในจุดที่หลุดดอย (จุดที่มีกำไร) และมีการกลับเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงปลายปีประชาชนจะมีการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีอีกรอบ รวมถึงกองทุน ThaiESG ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายของการได้สิทธิลดหย่อนภาษี 3 แสนบาท เม็ดเงินลงทุนของกองทุนรวมจะกลับเข้ามาอีกครั้ง
นอกจากนี้ ธรรมาภิบาลและพฤติกรรมการซื้อขายในตลาด มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่พบกรณีการทำผิดกฎเกณฑ์หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งจากฝั่งบริษัทจดทะเบียนและนักลงทุน ช่วยสร้างบรรยากาศและยกระดับความเชื่อมั่นในการพัฒนาตลาดทุนระยะยาว
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนยังคงเตือนระวังปัจจัยความเสี่ยงภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจดันราคาน้ำมันดิบโลกให้พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความกังวลเรื่อง AI Bubble ตลอดจนความเร็วในการแปลงยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ให้กลายเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อ Sentiment การลงทุนในช่วงที่เหลือของปี
ขณะที่ บรรยากาศการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เร่งตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบ 4 ปี
นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ประกอบของ Sector ที่หลากหลาย อีกทั้งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในหลายมิติ อาทิ

การปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยกระทรวงการคลังจาก 1.6% สู่ระดับ 2.5% และการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยนักวิเคราะห์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2569 นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคมยังสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 อีกด้วย
ทั้งนี้ ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และ 28.9% จากสิ้นปี 2568
กลุ่มทรัพยากรและกลุ่มธุรกิจการเงินให้ผลตอบแทนโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นในเดือนกรกฎาคม 2569 ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังคงให้ผลตอบแทนนำตลาด
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน อยู่ที่ 69,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิสะสมรวม 75,864 ล้านบาท
ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.3% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.3% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.3% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.1%
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 15.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 17.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.4 เท่า
อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.8%
ด้าน ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกรกฎาคม 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน อยู่ที่ 563,065 สัญญา ลดลง 10.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures, Gold Online Futures และ Currency Futures ส่งผลให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวม อยู่ที่ 554,436 สัญญา เพิ่มขึ้น 30.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
