HoonSmart.com>> บล.เอเซีย พลัส ส่อง 4 ปัจจัยลดเสน่ห์หุ้นไทย หลังผ่านจุดพีค 7 เดือนแรก คาด กนง. คงดอกเบี้ย 1% ยาวถึงสิ้นปี ชูหุ้นกลุ่ม Domestic Play ชู CPALL-MTC-THAI

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นโลกว่า แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง และความหวังความคืบหน้าการเจรจาช่องแคบฮอร์มุซ แต่การหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ของเงินทุนโลกกำลังฉุดรั้งเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยที่เคยร้อนแรงในช่วง 7 เดือนแรกของปีลง แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์เน้นกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงด้วยทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานรับผลประกอบการแข็งแกร่ง – จับตาเจรจาฮอร์มุซคืบหน้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผสมผสาน โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ NASDAQ ปรับตัวลดลงจากแรงเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและโยกเงินเข้าสู่กลุ่มอื่น (Sector Rotation)
อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในแง่มุมของ Valuation ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ตึงตัวขึ้น เนื่องจากมีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรต่อหุ้นปี 2569 (EPS 2026F) เพิ่มขึ้น 13% ส่งผลให้ Forward P/E ทรงตัวที่ระดับ 22.8 เท่า ขณะที่ความเชื่อมั่นในธีม AI เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวหลังบริษัท Microsoft และ Amazon รายงานงบการเงินดีกว่าคาด ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก มีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีความคืบหน้าโดยอยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการร่างข้อตกลงและคาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันในเร็ว ๆ นี้
ด้านเงินเฟ้อไทยชะลอตัวต่ำกว่าคาด หนุน กนง. ยืนอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเนื่องถึงสิ้นปี สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ประจำเดือน ก.ค. 2569 ขยายตัวเพียง +1.95% YoY ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ +2.40% โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศถึง -9.63% MoM ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่ +1.34% YoY สะท้อนถึงการส่งผ่านต้นทุนพลังงานในช่วงก่อนหน้าไปยังสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
บล.เอเซีย พลัส ประเมิน 4 ปัจจัยลดเสน่ห์หุ้นไทย หลังเคยร้อนแรงขึ้นแท่นอันดับ 8 ของโลก แม้ในช่วง 7 เดือนแรก ตลาดหุ้นไทยเคยสร้างผลตอบแทนร้อนแรงสูงถึงเกือบ 29% ขึ้นแท่นตลาดที่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 8 ของโลก แต่ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าปัจจุบันเสน่ห์ดึงดูดของดัชนี SET กำลังค่อยๆ ลดลงจาก 4 ปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญ ได้แก่:
1.Momentum ใน RRG แผ่วตัวลง: ดัชนีตลาดหุ้นไทยใน Relative Rotation Graph (RRG) เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว และมีแนวโน้มเคลื่อนที่ออกจากช่วงผู้นำตลาด (Leading) ไปสู่กลุ่มอ่อนแอ (Weakening) บ่งชี้ว่าโอกาสที่หุ้นไทยจะสร้างผลตอบแทนชนะตลาดโลกอย่างต่อเนื่องเริ่มมีจำกัด
2.เงินทุนต่างชาติทยอยไหลออก: บทบาทของตลาดหุ้นไทยในฐานะเป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) เพื่อหลบภัยความตึงเครียดด้านสงครามในตะวันออกกลางเริ่มยุติลงหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เริ่มสลับฝั่งมาเป็นแรงขายทำกำไร
3.ส่วนต่าง Bond Yield ไทยอยู่ในระดับต่ำบีบเงินบาทอ่อนค่า: แม้ Bond Yield 10 ปีของไทยจะต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกซึ่งช่วยลดต้นทุนภาคธุรกิจ แต่อีกด้านหนึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยที่ห่างจากต่างประเทศมากเกินไปจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) เมื่อแปลงเม็ดเงินกลับเป็นดอลลาร์สหรัฐ จึงลดความน่าสนใจในการดึงเงินทุนใหม่เข้ามา
4.ความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้นกลับมารบกวน: ประเด็นการเปิดประชุมรัฐสภาและการพิจารณาคดีความทางการเมืองที่ค้างคา ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มค่าพรีเมียมความเสี่ยง (Risk Premium) และชะลอการลงทุนในระยะสั้น
แนะกลยุทธ์ “ตั้งรับ” ชูหุ้นกลุ่ม Domestic Play และการกระจายความเสี่ยงด้วยทองคำ ภายใต้สภาวะตลาดที่ Upside มีจำกัด ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนลดการไล่ซื้อเก็งกำไรตามดัชนี แต่เน้นกลยุทธ์แบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในหุ้นกลุ่มปลอดภัยอิงเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ได้แก่ CPALL, CRC, DOHOME, ERW, CENTEL, BA, THAI, BDMS, BH, MTC, SAWAD, TIDLOR และควรกระจายพอร์ตการลงทุนบางส่วนเพื่อไปถือครองทองคำเพื่อป้องกันความผันผวน โดยกำหนดให้หุ้น CPALL, MTC และ THAI เป็นหุ้นเด่นประจำวัน
———————————————————————————————————————————————————–

