HoonSmart.com>>สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เผยความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” คาดปีนี้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าถึงแสนล้านบาทแน่นอน หนุนดัชนีหุ้นไทยแตะ 1,700 จุด เร่งรัฐคลอดกองทุน TISA เพิ่มเงินออมหุ้นถาวรประคองสภาพคล่องตลาดช่วงไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจแนวใหม่ 2 ปีข้างหน้า หนุน Jump+ ปลดล็อก “หุ้นคุณค่า” Hidden Gems ที่ถูกมองข้าม ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี สร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทยระยะยาว
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงมีกรอบการเติบโตที่ชัดเจนและอยู่ในทิศทางขาขึ้น คาดว่ามีโอกาสที่จะแตะระดับ 1,700 จุด จากการที่มีเงินทุน หรือ Fund Flows ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่า Fund Flows สะสมทั้งปีมีโอกาสแตะระดับ 100,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน หากไม่มีปัจจัยลบภายนอกเข้ามาเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปัจจุบันยอดเงินลงทุนไหลเข้าสะสมขยับขึ้นมาแตะระดับกว่า 70,000 ล้านบาทแล้ว แม้บางช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงทำให้เกิดแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง แต่ปัจจัยบรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศยังคงเอื้ออำนวยอย่างมาก
ทั้งนี้ SET Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ปิดที่ 1,623.64 ปรับตัวเพิ่ม 2.04% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 87,397 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 75,864 ล้านบาท
ขณะที่ ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72 ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
ภาพรวมนักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ
หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังกระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.5% จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุน ความต่อเนื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศ
ในด้านปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน Fed หลังการประชุมล่าสุดที่ยังคงส่งสัญญาณระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความผันผวนของตลาดการเงิน
รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป
“ประเมินว่าแนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นมิตรต่อภาคการลงทุน ท่าทีของผู้ว่า Fed คนใหม่ มีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นตลอดปีนี้ เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดกรณีที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกถอดใจและกังวลต่อภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบสัญญาณความเสี่ยงดังกล่าว”นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ด้านบริษัทจดทะเบียน ที่มีมากกว่า 400 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 61% มีราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี มีความสมเหตุสมผลสำหรับบริษัทที่มีผลประกอบการชะลอตัวหรือมีแนวโน้มธุรกิจที่ไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากนักลงทุนย่อมคาดหวังอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่เหมาะสม
ทว่า ในกลุ่มดังกล่าวมี หุ้นคุณค่าที่ถูกมองข้าม (Hidden Gems) ของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กซ่อนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเจอปัญหาขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนรายย่อย และขาดการสื่อสารข้อมูลเชิงกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างดังกล่าวกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเร่งผลักดัน โครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและเล็ก ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูล โดยมุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใส ชัดเจน และวัดผลได้ ผ่านการจัดทำแผนธุรกิจที่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างพันธะสัญญาและความรับผิดชอบต่อคำพูดรวมถึงการเร่งสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ แนวทางการยกระดับมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในลักษณะนี้ ถือเป็นมาตรฐานที่ตลาดทุนชั้นนำในภูมิภาคและระดับโลกดำเนินการเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น โดยโครงการ Jump+ จะดึงนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เข้ามาร่วมประเมินและสื่อสารข้อมูลเชิงลึกสู่สาธารณชน เพื่อช่วยปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงให้แก่บริษัทที่มีศักยภาพแต่ยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ให้กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดหุ้นไทยในปีถัดไป ยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอกประเทศที่ยากต่อการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบัน Moody’s รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์
รวมถึง การฟื้นตัวของศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยระยะเวลาเปลี่ยนผ่านประมาณ 2 ปี โดยคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ระดับ 1.9% ในปีนี้ และ 2.2% ในปีถัดไป ซึ่งยังคงต่ำกว่าเป้าหมายระยะยาวของภาครัฐที่ระดับ 3-4%
ดังนั้น ตลาดทุนไทยยังคงต้องการเม็ดเงินลงทุนเข้ามาช่วยประคองสภาพคล่องเพื่อป้องกันไม่ให้ดัชนีทรุดตัวลงในปีที่ไทยกำลังฟื้นฟูศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า หวังว่ากองทุนหุ้นประหยัดภาษี ภายใต้โครงการ TISA จะมีความชัดเจนโดยเร็ว
“ปัจจุบัน อยู่ระหว่างการรอประกาศความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง เรื่องวงเงินสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสุทธิ และการกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย”นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ความชัดเจนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริษัทหลักทรัพย์ ในการเตรียมความพร้อมด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจาก TISA เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกซื้อหุ้นไทยโดยตรงเพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากระบบของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีความคุ้นเคยกับกองทุนประหยัดภาษีมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ต้องมีการพัฒนาระบบติดตามวงเงินและการลงทุนที่มีความซับซ้อนในเชิงปฏิบัติการต่อไป
ขณะนี้ แนวคิดของกองทุน TISA ต่างออกไปจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด โดยมุ่งเน้นการสร้างวินัยการออมและเพิ่มเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ต่างจากช่วง 2 ปีก่อนหน้าซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนี SET อยู่ ณ ระดับ 1,200 จุด ที่มุ่งเน้นการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นราคาหุ้นอย่างรุนแรง
“ปัจจุบันดัชนี SET ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุดแล้ว ความจำเป็นในการใช้แรงส่งมหาศาลเพื่อกระตุ้นตลาดจึงลดลง โดยเป้าหมายสำคัญในขณะนี้คือการหมุนเวียนสภาพคล่องอย่างต่อเนื่องเพื่อประคองไม่ให้ตลาดปรับตัวลดลง”นายไพบูลย์ กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของโครงสร้าง TISA คือการเป็น มาตรการลดหย่อนภาษีถาวร ซึ่งช่วยขจัดปัญหาการสิ้นสุดมาตรการชั่วคราวแบบ LTF ในอดีตที่เคยสร้างแรงเทขายอย่างหนักเมื่อครบกำหนดถือครอง (Time Bomb) โครงสร้างใหม่นี้จะเปิดทางให้เงินออมใหม่ไหลเข้ามาทดแทนเงินออมเก่าอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้กลุ่มแรงงานรุ่นใหม่สามารถสะสมความมั่งคั่งระยะยาวในกรอบเวลา 30-40 ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วน ประเด็นวงเงินสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนจากกรอบเดิมที่เคยหารือไว้ในระดับ 800,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท มาอยู่ที่ระดับ 600,000 บาทนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอมรับได้เพื่อเปิดทางให้มาตรการสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยเปรียบเทียบกับรูปแบบกองทุน NISA ของประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มต้นจากวงเงินขนาดเล็กก่อนจะค่อยๆ ขยายขอบเขตสิทธิประโยชน์เมื่อประชาชนเกิดความคุ้นเคย
