ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 693 จุด ทำสถิติใหม่ ราคาน้ำมันร่วง

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์พุ่ง 693 จุด ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงหนุนจากหุ้นเทครายใหญ่พุ่ง ด้านสัญญาณความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านลดลง กดราคาน้ำมันร่วง บอนด์ยีลด์อ่อนตัว ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 3 สิงหาคม 2569 เริ่มต้นเดือนอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่สัญญาณความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและผลตอบแทนพันธบัตรลดลงในสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยผลประกอบการและข้อมูลเศรษฐกิจ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่53,178.41 จุด เพิ่มขึ้น 693.38 จุด, +1.32%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,600.50 จุด เพิ่มขึ้น 110.78 จุด, +1.48%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,913.90 จุด เพิ่มขึ้น 540.04 จุด, +2.13%

กลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยหุ้น Meta Platforms พุ่งขึ้น 6% ส่วน Amazon ก็ปรับขึ้นกว่า 4% ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์ และราคาหุ้นปิดที่ระดับสูงสุดใหม่ ขณะเดียวกัน หุ้น Nvidia ก็พุ่งขึ้นเกือบ 3% ส่วน Alphabet และ Microsoft ต่างปรับตัวขึ้นเกือบ 5%

ตลาดพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วจากผลประกอบการที่ผันผวนของกลุ่มเทคโนโลยีในเดือนกรกฎาคม ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับงบประมาณการใช้จ่ายด้าน AI ของบริษัทต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เจด เอลเลอร์บรูค ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ Argent Capital Management กล่าวกับ CNBC ว่า ขณะนี้นักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอีกครั้ง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีเกินคาด

ผลประกอบการในไตรมาสนี้มีความแข็งแกร่ง โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จำนวน 304 แห่งที่รายงานผลประกอบการแล้วจนถึงวันศุกร์ มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 29.3% และมีถึง 85.2% ของบริษัทเหล่านี้ที่ทำผลงานได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

หุ้น SpaceX ซึ่งจะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในวันอังคารนี้ (4 กรกฎาคม 2569) ปรับตัวขึ้น 5.6% โดยก่อนหน้านี้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวต่ำกว่าราคาเสนอขายที่ระดับ 135 ดอลลาร์มาเป็นเวลาเกือบ 3 สัปดาห์นับตั้งแต่เริ่มเข้าซื้อขายเมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน

นักลงทุนรอรายงานผลประกอบการของบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีกำหนดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ Advanced Micro Devices รวมถึงบริษัทด้านการจัดเก็บข้อมูลอย่าง SanDisk และ Western Digital

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงประมาณ 5% หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า การเจรจากับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งจะเกิดขึ้นในวันจันทร์ (3 สิงหาคม 2569 )แม้ว่าอิหร่านจะโต้แย้งว่าไม่มีการวางแผนการเจรจา

กลุ่มพลังงาน ลดลง 1.2% เป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุดของวัน

ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยดึงให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน ลดลงเกือบ 6 06f มาอยู่ที่ระดับประมาณ 4.688% แม้ผู้เข้าร่วมตลาดจะยังคงประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากสงครามกับอิหร่านยืดเยื้อเป็นเวลานาน

ข้อมูลจาก CME FedWatch บ่งชี้ว่า ตลาดประเมินโอกาส 64.5%ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงาน ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคม จาก S&P Global ซึ่งอยู่ที่ 53.9 ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมิถุนายน ขณะที่สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) รายงาน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมว่าเพิ่มขึ้นมาที่ 55.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 และสูงกว่า 54.0 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ส่วนหุ้นรายตัวอื่นๆ หุ้น Bristol Myers Squibb บวกเล็กน้อย 0.2% หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเจรจาควบรวมกิจการในเบื้องต้นกับ AstraZeneca ซึ่งหากข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจริง อาจก่อให้เกิดบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่มีมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์

หุ้น Marriott International ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร่วงลง 7% หลังจากบริษัทคาดการณ์ผลกำไรในไตรมาสที่ 3 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนรอข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตลาดแรงงานหลายรายการ โดยข้อมูลสำคัญคือรายงานตัวเลขการจ้างงานจากภาครัฐที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์

ตลาดหุ้นยุโรปในวันแรกของเดือนปิดบวก โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ร่วงลงอย่างหนักของราคาน้ำมัน ท่ามกลางความหวังว่าจะมีการรื้อฟื้นความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งเกี่ยวกับอิหร่าน ขณะที่หุ้นของ AstraZeneca ปรับตัวลดลงหลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเจรจาควบรวมกิจการกับ Bristol Myers Squibb ซึ่งเป็นคู่แข่งจากสหรัฐฯ

ดัชนี STOXX 600 เคลื่อนไหวอยู่ใกล้กับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันศุกร์ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นหลักส่วนใหญ่ในภูมิภาคต่างปิดในแดนบวก ยกเว้นเพียงตลาดหุ้นลอนดอน ที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 652.09 จุด เพิ่มขึ้น 2.90 จุด, +0.45%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,857.70 จุด ลดลง 10.35 จุด, -0.10%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,613.82 จุด เพิ่มขึ้น 104.18 จุด, +1.22%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,001.31 จุด เพิ่มขึ้น 372.07 จุด, +1.45%

ราคาน้ำมันล่วงหน้าลดลงกว่า 4.5% โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ตัดสินใจที่จะชะลอการโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ควบคู่ไปกับความพยายามในการบรรลุข้อตกลงอย่างเร่งด่วนเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาใดๆ กับสหรัฐฯ และไม่มีแผนสำหรับการประชุมหารือแต่อย่างใด

ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงส่งผลดีต่อกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน โดยกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ เพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศรวมถึงการป้องกันประเทศปรับขึ้นโดดเด่นที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม ด้วยการปรับตัวขึ้นถึง 2.7%

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตากิจกรรมด้านการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ท่ามกลางการประเมินข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศข้อตกลงใหม่ๆ และรายงานข่าวถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการของบริษัทต่างๆ

หุ้น AstraZeneca ร่วงลง 9% ซึ่งถือเป็นหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังจากมีรายงานข่าวถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการมูลค่า 4 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมของยุโรปรายนี้ กับบริษัท Bristol Myers Squibb ของสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพโดยรวม ลดลง 1.7%

นักวิเคราะห์จาก Mattioli Woods มองว่าไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตลาดหุ้นสหราชอาณาจักร เพราะ AstraZeneca ถือเป็นหนึ่งในบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด หากบริษัทถูกควบรวมและตกไปอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทสหรัฐฯ ก็เท่ากับว่าจะสูญเสียบริษัทรายใหญ่ของสหราชอาณาจักรไปจากตลาดอีกแห่งหนึ่ง

ดัชนี STOXX 600 ปรับขึ้นกว่า 1% ในเดือนกรกฎาคม โดยผลประกอบการที่แข็งแกร่งช่วยให้นักลงทุนมองข้ามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งสูงเกินระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสร้างความกังวลอย่างมากต่อยุโรป เนื่องจากภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

นอกจากนี้ บทความในวารสารเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า การบริโภคภาคครัวเรือนของยูโรโซนลดลงอย่างมากในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของสงครามอิหร่าน เนื่องจากความเชื่อมั่นลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหากความตึงเครียดรุนแรงขึ้น ก็อาจจะสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนกันยายน ลดลง 4.33 ดอลลาร์ หรือ 5.11% ปิดที่ 80.34ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.73% ปิดที่ 83.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–