คลังปักธงเศรษฐกิจ 4 ปี โตเฉลี่ย 3% เพิ่ม FDI-ปลดล็อก BOI ดันลงทุน 30% GDP

HoonSmart.com>>คลังกางโรดแมป 4 ปี ดึงทุนนอก-ดัน S-Curve ใหม่ ขยาย Direct PPA อัดแพ็กเกจ 4 เสาหลัก หนุนโซลาร์เซลล์-EV โลจิสติกส์-Smart Grid พร้อมปลดล็อก BOI Fast Pass ดันเงินลงทุนจริง จับมือเอกชนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนแตะ 30% ของ GDP  ปักหมุดความสามารถด้านการแข่งขันดีขึ้นติด Top 20 ของโลก

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน“CFO Annual Conference on Capital Markets 2026” หัวข้อ “Decoding the 2026 Economic Agenda: Strategic Imperatives for Thailand’s Leading CFOs ถอดรหัสวาระทางเศรษฐกิจปี 2026: สิ่งที่ CFO ชั้นนำของไทย ‘ต้อง’ ทำ” ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่โครงสร้างใหม่ที่เรียกว่า “ยุค 3S” ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนจากแนวคิดเดิมที่เน้นความคุ้มค่าสูงสุด (Efficiency First) ไปสู่การให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก (Resilience First)

โครงสร้างเศรษฐกิจในยุคใหม่นี้จะถูกประเมินผ่านปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย Security (ความมั่นคง) ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางการเงิน พลังงาน และอาหาร โดยประเทศไทยยังมีจุดอ่อนสำคัญจากการเป็นผู้ใช้น้ำมันและพลังงานนำเข้าสุทธิในสัดส่วนที่สูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนและอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีจุดแข็งในฐานะ “Clustered Connector Economy” หรือศูนย์กลางการเชื่อมโยงทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ไม่เป็นศัตรูกับใคร ส่งผลให้กลายเป็นแหล่งกระจายความเสี่ยงที่สำคัญและดึงดูดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ด้านที่สองคือ Stability (เสถียรภาพ) ซึ่งแม้สถานการณ์ภายนอกประเทศจะมีความผันผวนสูง แต่เสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจมหภาคของไทยยังคงแข็งแกร่ง จากการมีเงินสำรองต่างประเทศในระดับสูงและมีภาระหนี้ต่างประเทศน้อย จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างดี และ

ด้านสุดท้ายคือ S-Curve (การเติบโตในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต) ซึ่งนอกเหนือจากการดำเนินนโยบายเชิงรับเพื่อรักษาเสถียรภาพแล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องรุกสู่การสร้าง S-Curve ใหม่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และอุตสาหกรรมสุขภาพชีวภาพ (Longevity)

ในส่วนของเสถียรภาพทางการเงิน คาดว่าสถานการณ์จะไม่ผันผวนมาก ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่มีความจำเป็นต้องถูกบีบบังคับให้ดำเนินนโยบายทางการเงินในลักษณะผันผวนตาม

ขณะที่มิติทางการคลังซึ่งถูกจับตาเรื่องการขาดดุลและหนี้สาธารณะนั้น แม้จะต้องระมัดระวังและรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด แต่เมื่อเปรียบเทียบในบริบทสากลหลังวิกฤตโควิด-19 ที่หนี้สาธารณะของทุกประเทศปรับตัวสูงขึ้น ประเทศไทยยังคงมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ในระดับปานกลาง ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบตามนิยามมาตรฐานสากลที่ไม้นับรวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ราว 60% ของ GDP หรือประมาณ 55-59%  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้จะไม่ควรประมาท แต่ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนก

จุดอ่อนที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ศักยภาพการเจริญเติบโต (Growth) และ S-Curve จากปัญหาเชิงโครงสร้างเปรียบเสมือนนักกีฬาที่เริ่มแก่ตัวลง ซึ่งหากวิเคราะห์ปัจจัยการเติบโตของ GDP พบว่าองค์ประกอบด้านปริมาณแรงงานได้ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เกณฑ์การเติบโตตามธรรมชาติหายไปราว 1% ต่อปี

ดังนั้น ไทยจึงต้องชดเชยด้วยการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ต่างๆ ทว่าสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยกลับลดลงเหลือเพียง 23-24% ในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับยุคก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งที่เคยสูงถึง 47% สาเหตุสำคัญมาจากการที่ไทยยังเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีการเติบโตและการลงทุนสูง (High Capex) เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่มากพอ

เพื่อรับมือกับปัญหาโครงสร้างและจุดเปราะบางดังกล่าว ภาครัฐจึงได้วางแนวทางดำเนินงานผ่าน 3 โจทย์หลัก คือ 1. Stabilize Today การประคองเศรษฐกิจในปัจจุบันท่ามกลางผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ลดลง โดยเน้นนโยบายช่วยเหลือแบบระบุเป้าหมาย (Targeted Direct Cash Support) ในลักษณะ Multi-tier คล้ายโมเดลของประเทศสิงคโปร์ อาทิ การช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการ 60:40 ใน คนไทยช่วยไทย Plus และการสนับสนุนร้านค้าขนาดเล็กเพื่อลดเกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (Economic Scarring)

2. Transform Tomorrow การแก้จุดอ่อนด้านพลังงานผ่านกระบวนการ Energy Transition โดยใช้โอกาสช่วงพลังงานราคาสูงในการเร่งปลดล็อก Direct PPA การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 2 แสนล้านบาท ครอบคลุม 4 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การสร้าง Demand ในภาคขนส่งผ่าน Green Logistics และการสร้าง Local Supply Chain ควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถ (Capabilities) ผ่านโครงการ BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกกระบวนการลงทุนภาคเอกชนให้รวดเร็วขึ้น 20-40% พร้อมปรับ KPI ของ บอร์ด BOI ให้มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) และ

3. Stay Disciplined Always การยึดมั่นในวินัยทางการเงินการคลัง โดยคำนึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) มุ่งเน้นการเติบโตเชิงผลิตภาพ (Growth-enhancing) การเพิ่มประสิทธิภาพและรัดเข็มขัดงบประมาณ (Efficiency) รวมถึงการบริหารแบบโปร่งใส (Transparency) ด้วยการเปิดเผยภาระผูกพันทางการเงิน (Contingency Liabilities) และการกำหนดกรอบระยะปานกลาง (MTFF) เพื่อลดการขาดดุลการคลังจาก 4.4% เหลือ 3.9% ในปีนี้

นอกจากนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง (Execution) จำเป็นต้องอาศัยกลไกการประสานความร่วมมือ (Alignment) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยนำกรอบ “Reinvent Thailand” ของภาคเอกชนมาประกบเข้ากับ “ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14” ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (7 Focus Sectors) เพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกันในระยะ 4 ปี ประกอบด้วย การดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Structural Rate) ให้กลับไปเฉลี่ยมากกว่า 3% ต่อปี (3% Plus) การดันสัดส่วนการลงทุนให้กลับไปสู่ระดับ 30% ของ GDP เพื่อทดแทนแรงงานที่ลดลง และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่ Top 20 ของโลก จากอันดับที่ 26 ในปัจจุบัน

ดร.สันติธาร สรุปมุมมองจากประสบการณ์ในภาคเอกชนว่า การบริหารจัดการในยุคที่โลกมีความผันผวนสูง ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารและ CFO ที่ต้องรักษาสมดุล 3 ด้าน ทั้งการ Stabilize เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การ Transform เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันสำหรับอนาคต และการมี Discipline หรือวินัย เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดความรั่วไหล

การบริหารและปรับสมดุลทั้ง 3 ประการอย่างต่อเนื่องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาองค์กรและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

งาน “CFO Annual Conference on Capital Markets 2026”จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สภาวิชาชีพบัญชีฯ สำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( ตลท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการจัดตั้งสัมมนาภายใต้โครงการ “CFO Club” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเพิ่มเติมจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียน mai โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญระดับหัวใจขององค์กร

จากประสบการณ์การทำงานในสายงานวาณิชธนกิจ (IB) พบว่า CFO มีบทบาทอย่างมากในการบริหารจัดการทางการเงิน การสื่อสารข้อมูลกับตลาดทุน และการพบปะนักลงทุน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดเงินทุนเข้าสู่บริษัทและหุ้นของตนเองเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

​สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเรียนรู้ระหว่างองค์กร ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ไปจนถึงบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง