
มาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินโลกอีกครั้ง โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนการค้าและการส่งออก แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน และราคาทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนใช้บริหารความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน
ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส มองว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในรอบนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการตีความว่า “ภาษีสูงขึ้นแล้วทองต้องปรับขึ้น” เนื่องจากตลาดกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อกับผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
เงินเฟ้อสูง หนุนทอง แต่ดอกเบี้ยสูงกลับกดดันทอง
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ มาตรการภาษีนำเข้ามีแนวโน้มผลักดันต้นทุนสินค้านำเข้าให้สูงขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ (Cost-push Inflation)
โดยปกติแล้ว เงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากนักลงทุนมักเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรักษามูลค่าของเงินลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อเร่งตัวจนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรือชะลอการลดดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ และอาจจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำโลกในระยะสั้น
ด้วยเหตุนี้ ราคาทองคำจึงไม่ได้ตอบสนองต่อมาตรการภาษีในลักษณะเส้นตรง แต่เป็นผลจากการชั่งน้ำหนักระหว่าง “แรงหนุนจากความเสี่ยง” และ “แรงกดดันจากดอกเบี้ย”
ราคาทองไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับทองโลกเพียงอย่างเดียว
สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจัยที่ต้องติดตามไม่ได้มีเพียงราคาทองคำโลก แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาทองคำในประเทศ
หากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตัว รายได้จากต่างประเทศลดลง และกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสินทรัพย์สหรัฐฯ ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลง ซึ่งจะช่วยพยุงราคาทองคำไทย แม้ในช่วงที่ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลง
ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวจนเฟดมีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย ราคาทองคำโลกอาจได้รับแรงหนุน ขณะที่เงินบาทยังอ่อนค่าจากปัจจัยภายในประเทศ ส่งผลให้ราคาทองคำไทยสามารถปรับตัวขึ้นได้มากกว่าทองคำโลก
นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนไทยมักพบสถานการณ์ที่ “ทองโลกลง แต่ทองไทยลงน้อย” หรือ “ทองโลกขึ้น แต่ทองไทยขึ้นแรงกว่า” ซึ่งเป็นผลจากกลไกของอัตราแลกเปลี่ยนที่เข้ามามีบทบาทร่วมกับราคาทองคำโลก
มุมมองการลงทุน
ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ประเมินว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในระยะต่อไป นักลงทุนควรติดตามทั้งทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และทิศทางค่าเงินบาทควบคู่กัน เนื่องจากทั้งสามปัจจัยล้วนมีผลต่อราคาทองคำไทย
ในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังอยู่ในระดับสูง การบริหารความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน จะมีความสำคัญไม่แพ้การคาดการณ์ทิศทางของราคาทองคำเพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับนักลงทุนไทย ผลตอบแทนจากทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาดโลกเพียงด้านเดียว แต่ยังสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนระหว่างประเทศควบคู่กัน สนใจเรื่องลงทุน ฮั่วเซ่ง โกลด์ ฟิวเจอร์ส พร้อมให้บริการ สอบถามข้อมูลได้ที่ 02 112 2222 กด 6 หรือ Line: @hgfsocial
บทความโดย… วราวุธ เบญจาพุทธารักษ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
ผู้จัดการ ตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ และพ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า บจ. ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส
ผู้แนะนำการลงทุนตราสารซับซ้อนประเภท 1
ผู้วางแผนการลงทุน
