เบื่อ!เมื่อไหร่จะเลิกใช้”ทุนประกันหลอกตา”

HoonSmart.com>>ไม่ได้อยากดัง แค่อยากเกาะกระแส! หลังเห็นดราม่าการขายประกันสะสมทรัพย์ในโซเชียล สะกิดต่อมหงุดหงิดประสบการณ์เขียนข่าวประกันร่วม 22 ปี โดยเฉพาะเมื่อเห็นโฆษณาตัวเลขผลประโยชน์ 200% ถึง 500% ของทุนประกันภัยทีไรหัวจะปวดทุกที!

บอกไว้ก่อนไม่ได้อยากดัง แค่อยากเกาะกระแส เพราะเห็นข่าวดราม่าประกันสะสมทรัพย์ แล้วมันไปสะกิดต่อมหงุดหงิดประสบการณ์เขียนข่าวประกันร่วม 22 ปี ตั้งแต่ปี 2538 เป็นช่วงที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการให้กระทรวงพาณิชย์ให้จัดตั้งบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศเพิ่มขึ้น จากข้อผูกพันเปิดเสรีการค้าบริการ โดยธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตเป็นหนึ่งในนั้น

ถึงวันนี้ก็ยังหงุดหงิดทุกทีเมื่อเห็นการใช้คำว่า ผลประโยชน์ตอบแทนตลอดสัญญาระดับ 200% เมื่อเทียบกับทุนประกัน บางแบบสูงถึง 500% ของทุนประกัน

ในฐานะผู้นำเสนอข่าวก็ต้องนำเสนอตามนั้น ก็ในเมื่อภาครัฐที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล อนุมัติแบบประกันให้บริษัทประกันชีวิตออกมาขาย ก็ต้องถูกต้องอยู่แล้ว

เคยถามผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตบ่อยๆ ทำไมต้องคิดผลประโยชน์ตอบแทนจากทุนประกัน หลายแบบเบี้ยประกันมากกว่าทุนประกันอีก

เราเคยจ่ายเบี้ยปีละ 23,000 บาท เพื่อแลกความคุ้มครอง 2 แสนบาท เป็นเวลา 22 ปี พอครบเราได้เงินมา 2 แสนบาท

เบี้ยที่จ่าย 345,000 บาท มากกว่าทุนประกัน 145,000 บาท แต่ได้เงินคืนตลอด 15 ปี รวม 150,000 บาท ซึ่งก็คือเงินเราเองทั้งนั้น (แบบประกันเก่าก่อนที่กระทรวงการคลังจะมีการออกกฎคุมสัดส่วนการจ่ายเงินคืน) และเอาไปลดหย่อนภาษีได้ตามฐานภาษีตลอด 15 ปี

****ถ้ามองเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเพียวๆ **** โดยคิดจากเงินต้น คือเบี้ยที่จ่าย 345,000 บาท เราได้ส่วนต่าง 5,000 บาท

หากนำเงินต้น 345,000 บาท ณ ปีที่ 15-ปีที่ 22 รวมเวลา 7 ปี ไปฝากประจำที่ธนาคาร ช่วงปี 2561-2567 จะได้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยราว 0.95% ต่อปี รวม 22,942.50 บาท กรณีหักภาษีดอกเบี้ยฝากประจำ 15% ต่อปี ยังมีส่วนต่าง 19,501.12 บาท มากกว่าส่วนต่างที่วางเงินไว้กับประกันชีวิต 14,501 บาท

การวางเงินไว้ในบริษัทประกันชีวิต 22 ปี คุ้มไหม????

อย่าดราม่า…บอกแล้วว่า…มองเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเพียวๆ

ผู้บริหารบริษัทประกันชีวิต…ก็มักตอบว่า…

เฮ้ยคุณคิดแบบนั้นไม่ด้ายยยยยยย อย่าลืมซิว่า ..เราแบกความคุ้มครองคุณ 22 ปีนะ เราต้องกันเงิน 2 แสนบาทไว้ตลอดเวลา 22 ปีเพื่อเตรียมไว้ให้คุณหากคุณเกิดอะไรขึ้น เราเอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้นะ (ความจริงเงินเราถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงสูง คือพันธบัตรรัฐบาล ซึซึ่งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยมากกว่าดอกเบี้ยฝากประจำของรายย่อย 2-3 เท่า…ก็เข้าใจ ใครจะทิ้งเงินไว้เฉยๆ

อีกอย่าง…คุณเอาไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 15 ปีเลยนะ ถ้าเสียภาษี 5% ได้เงินคืนรวม 17,250 บาท คุณจ่ายเบี้ยจริงๆ 327,750 บาท หักจากเงินที่คุณรับคืนไปอีก 150,000 บาท คุณจ่ายเบี้ยจริงๆ 177,750 บาท จบสัญญาคุณรับเงินก้อนไป 2 แสนบาท ได้ส่วนต่าง 22,250 บาท ใกล้เคียงกับฝากประจำเลย

ผู้เขียน…ก็มักจะแย้งว่า..คุณเอาภาษีมารวมเป็นผลตอบแทนไม่ได้…เพราะนั่นคือรัฐบาลให้เราเป็นรางวัลที่เราออมเงิน…ไม่ใช่สิ่งที่คุณให้เรามา…

อีกหนึ่งคำตอบที่ได้รับเสมอจากผู้บริหารบริษัทประกันชีวิต คือ …การคิดผลประโยชน์ตอบแทนจากทุนประกันชีวิต…เป็นหลักสากล เราไม่ใช่ต้นคิดในการสร้างธุรกิจประกันชีวิต เราเอามาจากต่างประเทศ แล้วออกแบบให้เหมาะกับคนไทย เรายึดหลักสากล ทั่วโลกเขาก็คิดกันแบบนี้

เอาเป็นว่า …คนไทยยังต้องเผชิญกับการถูก”ทุนประกันหลอกตา”ต่อไป

ตราบใดที่ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ยังปล่อยให้มีการนำเสนอด้วยวิธี “การใช้เปอร์เซ็นต์ จากทุนประกัน” มาใช้เป็นจุดขายทางการตลาด ที่เน้นตัวโตๆ ในโบว์ชัวร์ และ พูดย้ำแล้วย้ำอีกระหว่างเสนอขาย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด แล้วยังมองว่า”ไม่ผิดจริยธรรมทางการเงิน”

โดย Growth Writer