บลจ.กรุงศรี เล็งอัพเป้าหุ้นไทย 1,700 จุด ปันผลเด่นหนุน SET ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้า

HoonSmart.com>>บลจ.กรุงศรี จับตา “ผลประกอบการ Q2/69-มุมมองธุรกิจบจ.ครึ่งปีหลัง” หนุนอัพเป้าดัชนี SET ปีนี้แตะ 1,700 จุด ชูอัตราเงินปันผลสูง 5-7% แรงส่งตลาดครึ่งปีหลัง พร้อมประเมินเศรษฐกิจโลกยังเติบโตด้วยธีม AI คัดกองทุนเด่นจัดพอร์ตกระจายลงทุนทั่วโลก หุ้น 50% ตราสารหนี้ 50%

 

ศิระ คล่องวิชา

นายศิระ คล่องวิชา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี (KSAM) เปิดเผยว่า บลจ.กรุงศรี มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นไทย โดยประเมินว่าตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แนวโน้มเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย นอกจากนี้ การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาสแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับสูงกว่าที่ประเมินไว้ และประมาณการกำไรต่อหุ้น (SET EPS) ปี 2569 ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากต้นปี 1.3% มาอยู่ที่ 96.87 บาทต่อหุ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของการเติบโตเชิงโครงสร้าง และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ราคาอาหาร และอัตราเงินเฟ้อ

นายฑลิต โชคทิพย์พัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงศรี จำกัด กล่าวว่า บลจ.กรุงศรี อยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET) โดยรอผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน หลังจากกลุ่มธนาคารประกาศออกมาไม่ได้แย่ จึงเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจหลักอาจมีแนวโน้มดี จึงมองดัชนีมีโอกาสขยับขึ้นสู่ระดับ 1,650-1,700 จุด จากเดิมมองที่ 1,620 จุด อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตาม Guidance ของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนกรอบล่างของดัชนีขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,400 จุด จากเดิมมองไว้ 1,200 จุด

“ตลาดหุ้นไทยยังมีจุดเด่่นอยู่ที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) แม้ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาแล้ว แต่หุ้นหลายตัวยังให้อัตราเงินปันผลอยู่ในระดับ 5-7% ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งราคาปรับตัวขึ้นมาก ยังสามารถให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 6-7% ซึ่งเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีและถือเป็นจุดเด่นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคและเป็นปัจจัยช่วยดึงดูดนักลงทุนในระยะต่อไป แต่จะคาดหวังดัชนีปรับตัวขึ้นแรงเหมือนครึ่งปีแรกยังยาก หากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ ซึ่งมองไปข้างหน้ายังมีสิ่งที่ท้าทายหลายมิติ”นายฑลิต กล่าว

ฑลิต โชคทิพย์พัฒนา

สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าตลาดยังมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยหนึ่งในปัจจัยบวกสำคัญคือ ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้ถูกปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในอดีต เพราะโดยปกติประมาณการมักถูกปรับลดลงระหว่างปี นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการตั้งสำรองไว้สูงจากมุมมองค่อนข้างอนุรักษนิยม เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดก็ทยอยกลับรายการสำรองและส่งผลบวกต่อผลประกอบการ

กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เนื่องจากยังจ่ายเงินปันผลในระดับสูงและผลประกอบการยังแข็งแกร่ง ขณะที่ท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง แต่ต้องติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับที่ส่งผลให้ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น ก็อาจเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรได้เช่นกัน

นายฑลิต กล่าวถึงโครงสร้างตลาดหุ้นไทย ยังคงจับตาน้ำหนักของหุ้น DELTA ที่มีสัดส่วนในดัชนีราว 20% ขณะที่ซื้อขายบนระดับ P/E มากกว่า 100 เท่า แตกต่างจากหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เช่น SK Hynix และ Samsung ที่ซื้อขายราว 30 เท่า แม้ DELTA อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ แต่ยังไม่ใช่สมมติฐานที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนกับหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งมากกว่า

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลก นายศิระ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ ภายใต้สมมติฐานว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลามยืดเยื้อ โดยเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนทางด้าน AI และการบริโภคที่ยังสามารถเติบโตได้ตามสภาวะตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง

ขณะที่เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนกลับเข้าสู่ทิศทางชะลอลงในปี 2570 โดยความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานและจากต้นทุนชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น อาจกดดันให้ Fed มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ ขณะที่ปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน อาจเข้ามาสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้เป็นระยะๆ

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน การส่งออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน เนื่องจากยังเผชิญกับภาระหนี้ครัวเรือน เงินเฟ้อและค่าครองชีพ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

บลจ.กรุงศรี ยังคงมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ที่ระดับ “Neutral” โดยมองว่าโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด ขณะที่ระดับอัตราผลตอบแทนในปัจจุบันยังน่าสนใจ ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังส่งสัญญาณแข็งแกร่ง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อยังคงมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ภายในสิ้นปี 2569

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อโลก นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ราคาน้ำมัน และความเคลื่อนไหวบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ด้านการลงทุนในกองทุนต่างประเทศแม้จะมีความกังวลที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและภาวะสงครามในตะวันออกกลาง แต่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนได้ดี จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งนำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ธีมการลงทุนเด่นในปี 2569 ยังคงมองว่า AI เป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่นที่สุด เนื่องจากพื้นฐานหุ้นกลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่งมาก การลงทุนทางด้าน AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างมาก แนะนำให้ลงทุนกองทุนกลุ่ม Global Tech และ Asia Tech ในช่วงที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor กำลังปรับฐาน พร้อมแนะนำให้กระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น หุ้นกลุ่ม Global Dividend และ Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

นายเกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่งานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงศรี เปิดเผยว่า การจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง แนะนำให้กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ โดยจัดสรรเงินลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% ครอบคลุมการลงทุนทั้งในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยี หุ้นจีน หุ้นปันผล และกลุ่มเฮลท์แคร์ ควบคู่กับการลงทุนในตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


 

นอกจากนี้แนะนำลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจ สำหรับกลุ่ม RMF แนะนำ กองทุน KFAFIXRMF, KF-SINCOME-FXRMF (ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน) , KF-SINCOMERMF, KF-GDIVRMF, KFGTECHRMF (ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน) , KFHCARERMF (ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน), KF-HSHARE-INDEXRMF (ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน), KF-WORLD-INDEXRMF (ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน) ส่วนกองทุน Thai ESG แนะนำ KFGBTHAIESG-A
 

สุภาพร ลีนะบรรจง

“บลจ.กรุงศรี” เผยครึ่งปีแรก AUM แตะ 6.91 แสนลบ.

นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 6.91 แสนล้านบาท โดยกองทุนรวมยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัทและมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของอุตสาหกรรม (ข้อมูล ณ มิ.ย. 69) และในช่วงครึ่งปีแรก บลจ.กรุงศรี ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมมือกับบริษัทจัดการสินทรัพย์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Invesco เปิดตัว 3 กองทุนใหม่ ได้แก่ KF-GEI ที่มีขนาดกองทุน 1,398 ล้านบาท กองทุน KF-SP500M และ กองทุน KF-SP500MFX ซึ่งมีขนาดกองทุนรวม 1,352 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกองทุนสกุลเงินตราต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และธีมการลงทุนศักยภาพด้วยขนาดกองทุนรวมกันกว่า 1.39 พันล้านบาท โดยยังคงเป้าหมาย AUM ในปี 2569 นี้อยู่ที่ 7.2 แสนล้านบาท

สำหรับแผนธุรกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำ เพื่อนำเสนอกองทุนใหม่ที่มีความหลากหลายและตอบโจทย์สภาวะการลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางการให้บริการและระบบดิจิทัล ทั้งการเพิ่มช่องทางติดตามพอร์ตการลงทุนผ่าน LINE Connect และการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่บน @ccess Mobile รวมถึงปรับโฉม @ccess Online เพื่อยกระดับประสบการณ์การลงทุนที่ดีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในปี 2569 บลจ.กรุงศรี ยังได้รับรางวัลจากสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 13 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลจากสถาบันในประเทศ 6 รางวัล รวมถึงรางวัลจากสถาบันต่างประเทศอีก 7 รางวัล ครอบคลุมทั้งรางวัลบริษัทจัดการกองทุนรวมดีเด่น รางวัลการบริหารกองทุนตราสารหนี้ และรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมประเภทต่างๆ สะท้อนถึงศักยภาพ ความเป็นมืออาชีพ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของบริษัท