ดาวโจนส์ปิดบวก 385 จุด Nasdaq พุ่งนำกว่า 1% หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้น

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดบวก ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 385 จุด ดัชนี Nasdaq ได้แรงหนุนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รอรายงานผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยี ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวหุ้นกลุ่มชิป ติดตามมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ต่อแคนาดา และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” พุ่ง 2% เบรนท์ทะลุ 90 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ปิดบวก โดยดัชนี Nasdaq นำตลาดด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มชิป นอกจากนี้ มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ต่อแคนาดา และความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองเช่นกัน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,224.64 จุด เพิ่มขึ้น 385.38 จุด, +0.74%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,509.20 จุด เพิ่มขึ้น 65.92 จุด, +0.99%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,837.21 จุด เพิ่มขึ้น 329.13 จุด, +1.29%

การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยร่วงลงอย่างหนักก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ปิดตลาดพุ่งขึ้น 5.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังจากที่เมื่อวันศุกร์ปิดต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อปลายเดือนมิถุนายนอยู่กว่า 20%

ลินด์เซย์ เบลล์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจากบริษัท 248 Ventures กล่าวว่า นักลงทุนกำลังกลับเข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์กันอย่างคึกคักก่อนที่จะมีการประกาศผลประกอบการ เนื่องจากความกังวลว่าจะพลาดโอกาสหากบริษัทเหล่านี้รายงานผลกำไรที่สูงกว่าคาดการณ์อย่างมากและมีการปรับเพิ่มแนวโน้มผลประกอบการในอนาคต ประกอบกับปัจจุบันมีสัดส่วนการถือครองหุ้นกลุ่มนี้อยู่น้อยกว่าช่วงก่อนที่จะเกิดการย่อตัวของราคาครั้งล่าสุด

หุ้นกลุ่มชิปปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งและเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นเอเชีย หลังจากที่กลุ่มนี้เริ่มฟื้นตัวในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งนี้ หุ้นของ Nvidia พุ่งขึ้นเกือบ 2% หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตชิป AI รายนี้เปิดเผยว่าได้เข้าถือหุ้นใน Nebius ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบคลาวด์ยุคใหม่

Marvell Technology พุ่งขึ้นกว่า 6% ขณะที่ Astera Labs ปรับตัวขึ้น 3% ส่วน Micron Technology ทะยานขึ้น 12% และ Intel ปรับตัวสูงขึ้น 8%

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นนำดัชนี S&P 500 ได้แก่ Sandisk ซึ่งพุ่งขึ้น 14.3%, Western Digital ปรับขึ้น 12.5% ​​และ Micron Technology ปรับขึ้น 12.2%

ความเชื่อมั่นในเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีช่วยชดเชยความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 50% สำหรับสินค้าแคนาดาหลายรายการ อาทิ เบียร์ ไม้ฮอกกี้ นม และสารเคมี ซึ่งมาตรการดังกล่าวอาจจุดชนวนให้เกิดสงครามการค้าแบบตอบโต้กันไปมาระหว่างทั้งสองประเทศอีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในอีก 30 วันข้างหน้า หลังจากที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าแคนาดาใช้แนวปฏิบัติทางการค้าที่เข้าข่าย การเลือกปฏิบัติ

นักลงทุนยังมองข้ามประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ราคาน้ำมันจะปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น 2% หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ก็ตาม การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังจากเรือบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ลำที่กำลังมุ่งหน้าไปเอเชียต้องหันหัวเรือกลับในทะเลแดง เนื่องจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่านขู่ว่าจะปิดกั้นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในบริเวณดังกล่าว โดยทรัมป์ระบุว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้หากกลุ่มฮูตีลงมือกระทำการตามที่ขู่ไว้จริง

ขณะเดียวกัน สัปดาห์นี้นักลงทุนหันไปจับตาผลประกอบการของบริษัท Alphabet รวมถึงผู้ผลิตชิปอย่าง Intel และ Texas Instruments

สำหรับหุ้นรายตัว หุ้นของ 3M พุ่งขึ้น 7.3% หลังจากยักษ์ใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมแห่งนี้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี ส่วนหุ้นของ Hasbro ทะยานขึ้น 8.8% หลังจากบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้และกำไรประจำปี โดยคาดหวังถึงความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์เกมดิจิทัลและเกมการ์ด Magic: The Gathering

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเหมืองแร่ที่ปรับตัวขึ้นช่วยดึงความสนใจของนักลงทุนไปจากเหตุโจมตีระลอกใหม่ในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างก็กำลังประเมินรายงานผลประกอบการรอบล่าสุดของบริษัทจดทะเบียน

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 643.19 จุด เพิ่มขึ้น 3.59จุด, +0.56%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,585.91 จุด เพิ่มขึ้น 61.15 จุด, +0.58%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,363.14 จุด เพิ่มขึ้น 23.03 จุด, +0.28%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,011.35 จุด เพิ่มขึ้น 164.66 จุด, +0.66%

ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นกว่า 2.5% หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในพื้นที่ทางตอนใต้และตะวันตกของอิหร่านในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวขึ้น 2.1% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในดัชนี โดยหุ้น ASMI และ ASML ต่างปรับตัวขึ้น 5.4% และ 4.7% ตามลำดับ

ในสัปดาห์นี้ ตลาดจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Alphabet เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงความยั่งยืนของอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และประเมินว่าระดับราคาหุ้นที่สูงลิ่วนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่

ฟิโอนา ซินคอตตา นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก City Index กล่าวว่า ความเชื่อมั่นในตลาดผันผวน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่มีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI และชิป แต่หากผลประกอบการออกมาดีอีกครั้ง ก็อาจเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวสูงขึ้นไปอีกระลอกหนึ่ง

นอกจากนี้ ตลาดจับตาผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ เช่น Banco Santander และ BNP Paribas ที่จะทยอยประกาศในช่วงท้ายสัปดาห์นี้

นักวิเคราะห์จาก Lombard Odier Investment Managers ระบุว่า อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ปรับตัวดีขึ้นยังไม่ได้สะท้อนอยู่ในระดับราคาหุ้นของธนาคารในยุโรป ซึ่งปัจจุบันยังคงซื้อขายในระดับราคาที่ต่ำกว่า (discount) ธนาคารคู่เทียบในสหรัฐฯ อยู่เกือบ 30%

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ เพิ่มขึ้น 1.7% ตามทิศทางราคาโลหะทองแดงและทองคำที่สูงขึ้น แม้ว่าหุ้นของ Boliden บริษัทเหมืองแร่สัญชาติสวีเดน จะร่วงลง 5.7% หลังจากรายงานกำไรจากการดำเนินงานรายไตรมาส (ที่ปรับปรุงแล้ว) ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

หุ้นกลุ่มสื่อ ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.4%

หุ้นของ Wienerberger ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างร่วงลง 4.1% สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022 หลังจากที่ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับผลกำไรประจำปี โดยระบุถึงภาวะถดถอยของกิจกรรมการก่อสร้างอาคารใหม่

หุ้นของธนาคาร Julius Baer จากสวิตเซอร์แลนด์ปรับตัวลดลง 4% แม้ว่าจะรายงานยอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิใหม่ (net new money inflows) ในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงกว่าคาดการณ์ ส่วนหุ้นของ Schindler ผู้ผลิตลิฟต์ ร่วงลง 5.4% หลังจากยอดขายรายไตรมาสต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

หุ้น Novartis ปรับตัวขึ้น 2% หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตยารายนี้มีผลกำไรจากการดำเนินงานหลักในไตรมาสที่ 2 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดูถ้อยแถลงของบรรดาผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG บ่งชี้ว่า ผู้เล่นในตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25%

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1.68 ดอลลาร์ หรือ 2.02% ปิดที่ 84.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.79 ดอลลาร์ หรือ 2.01% ปิดที่ 91.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–