HoonSmaแข่งขันrt.com>>กระทรวงการคลัง -ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศทิศทางยุทธศาสตร์การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain -โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ปลดล็อคทุกข้อจำกัด ยกระดับขีดความสามารถการธุรกิจ-ตลาดทุนไทย ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เป็นแกนหลักสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย รับเกณฑ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมสหภาพยุโรป-กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ปาฐกถาในงาน”SET Sustainability Forum #2/2026 หัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ Suppy Chain ผ่านนโยบายการเงินและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ว่าจากการเดินทางเยือนประเทศจีนพร้อมนายกรัฐมนตรี รวมถึงการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส และการประชุมธนาคารโลก (World Bank) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ทำให้โลกแยกออกเป็นขั้ว นักลงทุนสถาบันและบริษัทข้ามชาติทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกต่างมองหาพื้นที่ปลอดภัย และสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเนื่องจากไทยมีนโยบายเป็นมิตรและค้าขายได้กับทุกฝ่าย
สถานการณ์ปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับช่วงปี 1980 (พ.ศ. 2523) ที่เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์จนนำไปสู่การปรับขึ้นค่าเงินเยน ส่งผลให้ทุนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด และการพัฒนาพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ด จนเกิดนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก อยุธยา และขยายต่อเนื่องถึงนครสวรรค์ แต่ในยุคปัจจุบัน นอกเหนือจากประสิทธิภาพและต้นทุนแล้ว โลกต้องการ “ความมั่นคง” และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ
จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้คำขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 1 ล้านล้านบาท และในไตรมาสแรกไตรมาสเดียวมีคำขอแตะระดับ 1 ล้านล้านบาท การดำเนินมาตรการ “BOI Fast Pass” (ซึ่งยกระดับเป็น Thailand Fast Pass) เพื่อปลดล็อกกฎเกณฑ์และใบอนุญาต ได้ช่วยเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.4 – 2.5% สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.3 – 0.4% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 1 ขยายตัวในระดับสองหลัก (Double Digit) ที่กว่า 10% ติดต่อกัน 2 ไตรมาส เปลี่ยนโครงสร้างจากการพึ่งพาการส่งออกและการบริโภคมาสู่การเติบโตที่นำโดยการลงทุน (Investment-Led Growth)
ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการรักษาความมีวินัยทางการคลัง เช่น การชำระหนี้ ธ.ก.ส. ก่อนกำหนด ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agencies) ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยจาก Negative Outlook เป็น Stable Outlook ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านถูกลดอันดับ นำไปสู่กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท และตลาดพันธบัตรอีกราว 4,000 ล้านบาท รวมเป็นแสนล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังงได้ศึกษาและวางเป้าหมายยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อนำประเทศไทยยกระดับสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายในระยะเวลา 12 ปี (จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลา 20 ปี) โดยตั้งเป้าหมายระยะ 4 ปีไว้ดังนี้
1.อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD/WEF) ก้าวขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลก (Top 20) จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 26 (ปรับดีขึ้นจากอันดับ 30)
2. ยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential Economic Growth) เพิ่มศักยภาพการเติบโตพื้นฐานให้มากกว่า 3% ขึ้นไป (3% Plus) ภายใน 4 ปี
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จะใช้กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเสมือนทีมฟุตบอล เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยเปรียบเทียบการทำงานเหมือนทีมฟุตบอล ซึ่งภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น “กองหน้า” นำการลงทุนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่
1.เกษตรและแปรรูปอาหาร (Food Processing) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงและโพรไบโอติกสำหรับสัตว์
2.ยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Mobility/EV) ต่อ ยอดจากฐานผลิตเดิม โดยค่ายรถยนต์ไฟฟ้าใช้ไทยเป็นฐานการผลิตพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออก พร้อมดึงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ Supply Chain แล้วกว่า 40 ราย รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
3. อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและ AI การลงทุนใน Data Center, R&D และอุตสาหกรรมชิปเซ็ต
4. การแพทย์และการบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness) ยกระดับการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และบุคลากร
5.การท่องเที่ยวคุณภาพ ปรับเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณเป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
6.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ภาพยนตร์ วิดีโอเกม และเศรษฐกิจชุมชน
7.การต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่อุตสาหกรรมพื้นฐาน
ภาครัฐในฐานะ “กองกลาง” จะทำหน้าที่สนับสนุนปัจจัยพื้นฐาน โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติสำคัญในการปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) และเปิดให้ใช้สายส่งไฟฟ้า (Third Party Access) สำหรับทุกอุตสาหกรรมโดยไม่จำกัดแค่ 2,000 เมกะวัตต์เฉพาะ Data Center เหมือนในอดีต ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำเกณฑ์โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการลงทุนด้าน Data Center บอร์ด BOI ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแล โดยกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาให้ครอบคลุม 3 ด้าน คือ แผนบริหารจัดการน้ำ แผนจัดการสิ่งแวดล้อม/เสียง และการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า (กรณีใช้ก๊าซธรรมชาติจะต้องจ่ายในอัตราที่เหมาะสม ไม่กระทบต่อราคาไฟฟ้าของประชาชน) พร้อมทั้งบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการดึง Supply Chain เข้ามาในประเทศ
ขณะที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยแบ่งออกเป็น 5 ลำดับชั้น
1. พลังงานสะอาด (Clean Energy) การปลดล็อก Direct PPA
2. Data Center การควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
3.อุตสาหกรรมชิปและชิ้นส่วนขั้นสูง (Chip & Hardware Industry) การอนุมัติการลงทุนโรงงานผลิต Optical Transceiver (อุปกรณ์ส่งสัญญาณข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI) ที่ จ.สระบุรี และอยุธยา เกิดการจ้างนักวิจัย 1,500 คน พร้อมความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสุรนารีและธรรมศาสตร์ รวมถึงการดึงเทคโนโลยีชิประดับสูงจากสหรัฐฯ เพื่อลดความร้อนในระบบ
4. การพัฒนาบุคลากรและ Large Language Model (LLM) การดำเนินโครงการ “SkillBridge” บังคับให้บริษัทที่รับการส่งเสริมจาก BOI ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยในการฝึกอบรมทักษะแรงงาน
5. การประยุกต์ใช้งาน (Applications) การนำ AI Chatbot ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น Healthcare
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและ BOI ได้เสนอแนวคิดผลักดันบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาลงทุน ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เสมือน”กองหลัง” ผ่านโครงการ “BOI to IPO” หรือการจดทะเบียนสองตลาด (Dual Listing) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ Supply Chain เดิม
ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงผู้ประกอบการรายย่อย (SME) เข้าสู่ระบบดิจิทัล เช่น e-Tax Invoice และ e-Withholding Tax โดยเตรียมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) และการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่รวดเร็วสำหรับบริษัทที่ใช้ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ รวมถึงการขับเคลื่อนระบบ PromptBiz เพื่อลดปัญหาเอกสารซ้ำซ้อน (Double Invoice) และช่วยให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
ในส่วนของ “กองหลัง” รัฐบาลเน้นย้ำถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังและความโปร่งใส โดยมีการตรวจสอบการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการจัดการกับผู้ฉวยโอกาส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ส่วนเรื่อง การผลักดันโครงการ บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) โดยตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จและพร้อมเปิดตัวก่อนเดือนกันยายน 2569
การขับเคลื่อนโครงการ TISA ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการออมและการลงทุนของประชาชน โดยเน้นการเปิดกว้างและให้อิสระแก่ผู้ลงทุนในการเลือกสินทรัพย์สำหรับการลงทุนระยะยาวด้วยตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ และสร้างแรงจูงใจให้แก่ลูกค้ารายย่อยหรือ “คนตัวเล็กตัวน้อย” ให้เข้าสู่ระบบการออมมากขึ้น
”ผมมีความเชื่อว่าไม่ควรจะไปเลือกให้คนไปลงทุนใน LTF หรือ SSF แล้วให้สิทธิลดหย่อนภาษีตรงนั้น ซึ่งพอคนมาซื้อแล้วก็เกิดภาวะขาดทุน แต่ควรจะให้อิสระกับประชาชนในการเลือกลงทุนระยะยาว เพื่อให้มีความมั่นคงเมื่อเข้าสู่วัยชรา” ดร.เอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ปรับปรุงเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการจากร่างเดิม หลังจากได้รับฟังข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในรอบที่ผ่านมา โดยจะยกเลิกการใช้สูตรตัวคูณสิทธิประโยชน์ (เช่น ตัวคูณ 0.3 หรือ 0.7) เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ที่สร้างความเท่าเทียมและตรงไปตรงมาให้แก่ผู้ลงทุนทุกกลุ่ม
สำหรับกรอบวงเงินในการลดหย่อนภาษีภายใต้โครงสร้าง TISA นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสมทั้งในแง่การกระตุ้นการออมและการบริหารจัดการรายได้ทางภาษีของรัฐบาล
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงาน “SET Sustainability Forum #2/2026 พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain” หัวข้อ “เสริมศักยภาพธุรกิจและ Supply Chain ไทย เพื่อรับมือโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ว่า แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจทั่วโลกจะเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่องทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งและความมั่นคงทางเศรษฐกิจสูง
สถิติระบุชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) เป็นบวก และมีปริมาณไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อศักยภาพของตลาดทุนไทย
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วมากกว่า 60,000 ล้านบาท แม้ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดจากสถานการณ์สงคราม เม็ดเงินจะลดลงเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่หลังสถานการณ์คลี่คลาย เงินลงทุนก็กลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นเม็ดเงินจากกองทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงเงินทุนระยะสั้นหรือเงินร้อนจากนักเก็งกำไร
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปรับปรุงกระบวนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ให้มีความรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถระดมทุนได้ทันต่อโอกาสทางธุรกิจ และรับบริษัท New Economy คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของเกณฑ์ “BOI 2.0” ภายในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ของปีนี้
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ไม่ได้รอดพ้นจากผลกระทบของความผันผวนในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยนายอัสสเดชได้ยกตัวอย่างถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ (IT) ของตลท. ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์
ในปีที่ผ่านมา ตลท. พบว่า ราคาเสนอซื้อ (Quote) ของฮาร์ดแวร์ไอทีใหม่ที่จำเป็นต้องสลับสับเปลี่ยนตามรอบการบำรุงรักษา ปรับตัวสูงขึ้น “ถึงหนึ่งเท่าตัว” เมื่อเทียบกับงบประมาณที่เคยตั้งไว้หรือราคาที่เคยซื้อในอดีต ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าวิกฤตห่วงโซ่อุปทานส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานโดยตรง
”วันนี้ Supply Chain ไม่ใช่แค่เรื่องของการหาของราคาถูกที่สุด หรือส่งไวที่สุด แต่กลายเป็น Competitive Advantage ที่สำคัญมาก หากธุรกิจมี Supply Chain ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และปรับตัวได้ไว ก็จะสามารถตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของลูกค้าทั่วโลก ทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และเอเชีย ได้เหนือกว่าคู่แข่ง” นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช ย้ำถึงบทบาทสำคัญของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือน “พี่ใหญ่” ในตลาดทุน ว่าจะต้องเร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและยกระดับศักยภาพของคู่ค้าและพันธมิตรรายย่อยในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EUDR (กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป) และการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emission)
ในประเด็นด้าน EUDR ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องจัดทำฐานข้อมูล (Database) และระบบแผนที่เชิงพื้นที่ (Mapping) ร่วมกับข้อมูลของรัฐและ EU เพื่อพิสูจน์ย้อนหลังไปจนถึงปี 2020 ว่าพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ (เช่น ยางพารา หรือไม้ยืนต้น) ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า
นายอัสสเดช เตือนว่า หาก บจ. ใหญ่ไม่เร่งช่วยเหลือน้อง ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน ในที่สุด บจ. เองนั่นแหละที่จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากจะไม่สามารถรายงานข้อมูล ESG ได้อย่างครบถ้วน ส่งผลให้เสียเปรียบด้านต้นทุน และลดทอนความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนสถาบันระดับโลก
สำหรับแนวทางในระยะถัดไป ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมที่จะเดินหน้าเป็นศูนย์กลางในการสนับสนุน บจ. ต่อยอดการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น
การพัฒนา Carbon Ecosystem เพื่อรองรับการวัดและการรายงานข้อมูลคาร์บอน
การสนับสนุน Innovation & Data Center เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน
การบูรณาการร่วมกับภาครัฐ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบ PromptBiz รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านโครงการ Digital Re-skill / Up-skill
การปรับตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ส่งออกไทยสามารถรับมือกับความผันผวนได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยให้พร้อมเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต
ส่วนกรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์สวัสดิการของรัฐเนื่องจากถือบัญชีหลักทรัพย์ พร้อมอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลและประสานการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการปิดบัญชีหลักทรัพย์ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดบัญชีไว้ หรือสามารถประสานงานโดยตรงมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบและเร่งดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ด้านการถูกแอบอ้างชื่อเป็นกรรมการบริษัทนั้น ถือเป็นประเด็นที่ต้องเร่งตรวจสอบอย่างจริงจัง เนื่องจากตามกฎหมาย การแต่งตั้งกรรมการบริษัทจดทะเบียนจะต้องมีการลงนามด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ รวมทั้งประสานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคต
