ดาวโจนส์ปิดร่วง 307 จุด จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง รอผลประกอบการบริษัทเทค

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 307 จุด นักลงทุนจับตาสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และรอการรายงานผลประกอบการจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่จะทยอยออกมาในช่วงท้ายสัปดาห์ ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับเพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ปิดในแดนลบ ขณะที่นักลงทุนจับตาสัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และรอการรายงานผลประกอบการจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่จะทยอยออกมาในช่วงท้ายสัปดาห์

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,839.26 จุด ลดลง 307.16 จุด, -0.59%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,443.28 จุด ลดลง 14.41 จุด, -0.19%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,508.07 จุด ลดลง 12.17 จุด, -0.05%

ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนประกอบหลัก ปรับลดลงน้อยกว่าดัชนี S&P 500 และ Dow เนื่องจากหุ้นกลุ่มชิปเริ่มฟื้นตัวจากที่ร่วงลงในสัปดาห์ก่อนหน้า ประกอบกับหุ้นในกลุ่มที่เน้นการเติบโต (Growth sectors) เช่น กลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มเทคโนโลยี ต่างปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มพลังงาน

กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าจะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และขยายขอบเขตภัยคุกคามต่ออุปทานพลังงานและการค้าโลกให้กว้างไกลออกไปนอกภูมิภาคอ่าวอาหรับ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า มีผู้ไกล่เกลี่ยได้ยื่นข้อเสนอให้อิหร่านเพื่อลดระดับความตึงเครียดในสงครามกับสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการหาแนวทางรื้อฟื้นข้อตกลงชั่วคราวที่ได้มีการตกลงกันไว้เมื่อเดือนที่แล้ว

โจ ควินแลน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดของ CIO แห่ง Merrill และ BofA Private Bank กล่าวว่า หลังจากมีการทิ้งระเบิดในภูมิภาคนี้มานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ นักลงทุนต่างรอความพยายามที่จะนำไปสู่ข้อยุติในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจช่วยให้สามารถกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง รวมถึงช่วยให้สถานการณ์ด้านอุปทานและราคาของน้ำมันดีขึ้น ราคาของน้ำมันดิบและน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะไม่พุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับที่เคยเห็นในช่วงต้นปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันที่มีต่อราคาค่าครองชีพของผู้บริโภคลงได้บ้าง

นอกจากนี้นักลงทุนกำลังเตรียมตัวรับมือกับช่วงการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองที่จะคึกคักมากขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ซึ่งเป็นดัชนีหลักของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ด้วยระดับที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนกว่า 20% ซึ่งเป็นการยืนยันถึงภาวะตลาดขาลง (bear market)

โดยบริษัทชั้นนำอย่าง Alphabet, Tesla และ Intel เตรียมประกาศผลประกอบการ ซึ่งจะช่วยขยายภาพรวมสถานะของภาคธุรกิจสหรัฐฯ ให้ชัดเจน

ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 26% ในไตรมาสที่สองเมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 23.7%

ดัชนีหุ้นกลุ่มชิปปรับตัวขึ้นเพียง 0.6% จากที่ปรับขึ้นเกือบ 4% ในช่วงต้นของการซื้อขาย แต่ฟื้นตัวจากที่ร่วงหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย Micron Technology เป็นผู้นำในการปรับตัวขึ้นเกือบ 2% และ Advanced Micro Devices ปรับตัวขึ้น 1.6%

ในส่วนของหุ้นรายตัวอื่นๆ หุ้น Apple Inc เป็นปัจจัยลบที่ฉุดดัชนี S&P 500 มากที่สุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 2% ในขณะที่หุ้น Microsoft เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนดัชนีมากที่สุด

หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้น 1.5% ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนดัชนี S&P 500 มากที่สุดเป็นอันดับสาม หลังจากมีรายงานข่าวว่า Google ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ กำลังพัฒนาชิปเซิร์ฟเวอร์ที่ผสานการทำงานร่วมกับ Gemini โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ AI และลดข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการประมวลผล

ในสัปดาห์นี้นอกเหนือจากการประกาศผลประกอบการแล้ว ยังมีการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญด้วย ได้แก่การจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ทั้งภาคบริการและภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมจาก S&P Global

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ทำให้มีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ก่อนที่จะมีการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในสัปดาห์นี้

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 639.60 จุด ลดลง 1.93 จุด, -0.30%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,524.76 จุด ลดลง 75.61 จุด, -0.71%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,340.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.30 จุด, +0.02%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,846.69 จุด เพิ่มขึ้น 15.71 จุด, +0.06%

กลุ่มที่ปรับตัวลงมากที่สุดคือกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ ซึ่งร่วงลง 0.95%

ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 ในวันจันทร์ ขณะที่ความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มสูงขึ้นหลังจากมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันบางลำไม่สามารถแล่นต่อไปได้ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือน ก่อนที่จะย่อตัวลงในเวลาต่อมา

หุ้นกลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.98% ขณะที่หุ้นของสายการบินราคาประหยัดอย่าง Ryanair ร่วงลงหนักที่สุดในดัชนี STOXX 600 โดยลดลง 4.55% หลังจากบริษัทรายงานกำไรไตรมาสแรกที่ลดลงถึง 34% อันเป็นผลมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและราคาค่าโดยสารที่ลดลง

ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.13% ก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้ ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ยอดเยี่ยมของ ASML และ TSMC กลับไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับนักลงทุนได้มากนัก

ขณะนี้ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เปราะบาง โดยความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกและความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับตลาดกำลังจับตาดูการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์นี้

นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นอย่างน้อย 0.25%ภายในสิ้นปีนี้ ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG

เคลาส์ วิสเตเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ยูโรโซนของ Pantheon Macroeconomics ระบุว่า เหตุผลหลักที่ ECB ไม่ดำเนินการใดๆ ในสัปดาห์นี้คือ อัตราเงินเฟ้อระยะสั้นในขณะนี้ต่ำกว่าการคาดการณ์กรณีฐานในเดือนมิถุนายนของธนาคารอย่างมาก แม้ว่าราคาน้ำมันจะฟื้นตัวก็ตาม

ในสหราชอาณาจักร แอนดี เบอร์แนม กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่เจ็ดในรอบทศวรรษ ละให้คำมั่นว่าจะกำหนดมาตรการใหม่เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะกำหนดแผนพัฒนาประเทศระยะ 10 ปีฉบับใหม่ในปลายปีนี้

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 74 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 83.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 1.12 ดอลลาร์ หรือ 1.27% ปิดที่ 89.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–