“สมาคมค้าทองคำ”ร้องนายกฯ เบรกคุมวอลุ่มเทรด-เลิกคิดเก็บภาษีบีบทุนออก

HoonSmart.com >>สมาคมค้าทองคำ ยื่นหนังสือร้องนายกฯ เบรกเกณฑ์ ธปท.จำกัดวอลลุ่มซื้อขายทองออนไลน์-แนวคิดรัฐฯรีดภาษี หวั่นทำลายระบบค้าทองคำ-ไล่เม็ดเงินหมุนเวียนออกนอกประเทศ หลังกลุ่มทุนไทยแห่หนุนสิงคโปร์ผงาด “Gold Hub” ฮ่องกง เปิดตลาดตามมาติดๆ ย้ำโจทย์การเงินโลกเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัล-ลดพึ่งพาดอลลาร์ การที่รัฐจ้องเก็บภาษี-บล็อกดีมานด์ จะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสการแข่งขันตลาดทองคำอย่างถาวร

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวว่า สมาคมค้าทองคำ ได้มีการประชุมร่วมกันหลายครั้ง และเข้ายื่นหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว พร้อมอยู่ระหว่างการรอเข้าพบนายกรัฐมนตรีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อนำเสนอมุมมองที่ครอบคลุมรอบด้านว่า ธุรกิจทองคำคือผู้สร้างรายได้และเม็ดเงินหมุนเวียน (Flow) มหาศาลให้กับประเทศ

ทั้งนี้ เป็นผลมาจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการเข้ามาควบคุมการฟอกเงินผ่านการจำกัดวงเงินการซื้อ-ขายทองออนไลน์ ต้องรายงาน โดย ธปท.มองว่าธุรกรรมทองคำเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้ระบบแลกเปลี่ยนเงินบาทมีความผันผวนสูง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการซื้อขายออนไลน์ของภาคประชาชนที่กังวลและชะลอการลงทุนลง จนทำให้วอลุ่มหายไปแล้วกว่า 60% จากช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

​”การควบคุมเรื่องการฟอกเงิน (ปปง.) จริง ๆ มีเครื่องมือดูแลอยู่แล้ว แต่พอแบงก์ชาติเข้ามาคุมที่ตัวระบบ Volume โดยตรง มันกระทบกับธุรกิจรุนแรงมาก อยากให้ชั่งน้ำหนักผลบวกผลลบให้ดี และมองมุมนี้ให้ลึก ๆ” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า การเข้ามากำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของแบงก์ชาติ กระทบต่อร้านค้าทองคำรายใหญ่ประมาณ 14 ราย วอลุ่มในไทยหายไปแล้วกว่า 69% ไหลไปเทรดกันที่ฮ่องกงและสิงคโปร์แทน โดยทางสิงคโปร์เพิ่งมีการประกาศจัดตั้งเป็น “Gold Hub” อย่างเป็นระบบเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่จากไทย 3 รายที่ไปเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดขึ้น

ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมีมาตรการลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่สร้างปริมาณการซื้อขายได้สูง

แต่ไทยกลับมีแนวคิดตรงกันข้าม โดยหน่วยงานรัฐกำลังพิจารณาจัดเก็บภาษี ตั้งแต่ภาษีนำเข้าศุลกากร ไปจนถึงภาษีส่วนต่างกำไร (Capital Gain Tax) จากการซื้อขายของประชาชน

หากระบบภาษีนี้ถูกบังคับใช้ จะเป็นการทำลาย Ecosystem ของตลาดทองคำในประเทศลงทันทีเนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและซื้อขายที่ไหนก็ได้ในโลก หากไทยเพิ่มต้นทุนด้านภาษี ดีมานด์ทั้งหมดจะพร้อมใจกันหายไปและเปลี่ยนทิศทางไปยังประเทศอื่นทันที

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า หากธปท.ยังคงเดินหน้าคุมเข้มกลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมองว่าธุรกรรมทองคำขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมักจะสนับสนุนให้มีระบบการซื้อขาย (Trading) ขนาดใหญ่ภายในประเทศเพื่อสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ธปท.ควรเลือกใช้ระบบการบริหารจัดการหลังบ้านและเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ในการป้องกันความเสี่ยง แทนที่จะใช้วิธีจำกัดปริมาณการซื้อขาย (Volume) เพราะโจทย์การเงินโลกยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลหมดแล้ว การมองเพียงแค่การสกัดกั้นวอลลุ่มเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินระยะสั้น หรือการจ้องจะเก็บภาษีแบบเดิม ๆ อาจเป็นแนวคิดที่ง่ายเกินไป (Too Simple) สิ่งที่ประเทศจะสูญเสียไม่ใช่แค่ตัวเลขการค้าทองคำ แต่คือ “Flow” หรือกระแสเงินหมุนเวียนมหาศาลที่จะตามมา ทั้งในระบบโลจิสติกส์ การจ้างงาน และภาคการเงินการธนาคารทั้งหมด

“ยุทธศาสตร์การบริหารค่าเงินบาทหลังจากนี้ จึงจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “การควบคุมความเสี่ยง” กับ “การเปิดรับโอกาสในเวทีโลก” ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม”นพ.กฤชรัตน์

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวถึง การค้าขายทองคำกับกัมพูชาในปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นตลาดส่งออกทองคำที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีเอกสารทางการเงินครบถ้วน ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์โดยปริยาย หลังจากเกิดการควบคุม โดยวอลลุ่มการซื้อขายทั้งหมดได้ไหลไปสู่ฮ่องกงและสิงคโปร์ที่เปิดรับมากกว่า

“เหตุการณ์ดังกล่าวคล้ายกับปี 2558 ที่การควบคุมอย่างเข้มงวดบีบให้ผู้ค้ารายใหญ่ต้องออกไปเปิดสาขาในสิงคโปร์เพื่อรักษาสภาพคล่อง และในปัจจุบัน สิงคโปร์ได้ใช้ความได้เปรียบนี้ในการสร้างระบบรองรับอย่างเป็นทางการ”นพ.กฤชรัตน์ กล่าว

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ทองคำได้ยกระดับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงสินทรัพย์ปลอดภัยในระดับครอบครัวหรือระดับประเทศ ขึ้นสู่การเป็น”สินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระดับโลก” (Strategic Asset) อย่างเต็มตัว จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกและกลุ่มมหาอำนาจใหม่ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือสำคัญในการคานอำนาจทางการเงิน

จากเดิมที่โลกยอมรับให้สหรัฐอเมริกาสามารถพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ออกมาใช้ทั่วโลกมาเป็นเวลานับร้อยปี กำลังถูกมองว่าเป็น “ยุคเสื่อมของดอลลาร์” จากพฤติกรรมการยึดเงินและพันธบัตรต่างประเทศของกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้ง เช่น กรณีของรัสเซียและอิหร่าน ส่งผลให้มหาอำนาจแถบตะวันออกกลางและเศรษฐีอาหรับเริ่มลดความต้องการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลง และเกิดการเปลี่ยนผ่านจากการซื้อขายน้ำมันด้วยเงินปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ไปสู่ปิโตรหยวน (Petroyuan)

ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ กลุ่ม BRICS ที่พยายามผลักดันสกุลเงินใหม่ขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับดอลลาร์สหรัฐ

“ถ้าถามว่าสกุลเงินใหม่ของ BRICS ใครจะเชื่อถือ? คำตอบคือพวกเขาใช้วิธีระดมซื้อทองคำเข้ามาเป็นคลังสำรอง (Reserve Asset) เพื่อใช้ค้ำประกัน (Back) สกุลเงินในอนาคต ซึ่งในยุคดิจิทัล สกุลเงินใหม่เหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด เช่นเดียวกับในประเทศจีนที่ปัจจุบันเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมไร้เงินสดผ่านระบบ Alipay เกือบทั้งหมดแล้ว” นพ.กฤชรัตน์ กล่าว

นพ.กฤชรัตน์ ยอมรับว่า ภาพรวมแนวโน้มของราคาทองคำในปัจจุบัน ทางเทคนิคัลยังคงอยู่ในช่วง “ขาลง” (Bearish) โดยมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ (External Factors) โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ คือพอเกิด สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ ราคาน้ำมันพุ่งสูง ไปเร่งเงินเฟ้อสูงขึ้น และกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนหนีไปซื้อพันธบัตร ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ตลาดเริ่มให้น้ำหนักว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case Scenario) คาดว่าจะขึ้นไม่เกิน 2 ครั้ง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยมหาศาลจากหนี้สาธารณะที่สูงลิ่วเช่นกัน

กรณีนี้ มีโอกาสเห็นราคาทองคำโลกลดลงไปอยู่ที่ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่เชื่อว่าเป็นแนวรับสำคัญทางเทคนิคที่ไม่น่าจะหลุดไปกว่านี้

ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในเดือนกันยายน คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่บริเวณ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขณะที่ราคาทองคำในไทย ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 63,200 บาท (บวก/ลบ) หากราคาทองโลกปรับลดลงทุก ๆ 100 ดอลลาร์ ราคาทองไทยจะลดลงประมาณ 1,200 บาท ทำให้ในกรณีแย่ที่สุดราคาทองไทยอาจปรับลดลงได้ประมาณ 4,800 บาทจากระดับปัจจุบัน โดยเชื่อว่า “โอกาสที่ราคาทองไทยจะหลุด 60,000 บาทนั้นเป็นไปได้ยากมาก”

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ตามทิศทางของวานิชธนกิจโลกที่ได้แนะนำไว้ก่อนหน้านี้

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวว่า แม้ระยะสั้นทองคำจะได้รับแรงกดดันจากนโยบายดอกเบี้ย แต่เนื่องจากเงินเฟ้อทั่วโลกยังคงอยู่ และทุกประเทศยังคงเพิ่มปริมาณเงิน (Money Supply) เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าของเงินกระดาษด้อยค่าลงเรื่อย ๆ

ดังนั้น ในระยะยาวมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป หรือช่วงต้นปีหน้า (ปี 2570) หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มทรงตัวหรือปรับลดลง ทองคำจะพลิกกลับมาเป็น “ขาขึ้นรอบใหญ่” อย่างแน่นอน เหมือนเช่นสถิติในอดีตปี 2566-2568 ที่ทองคำเคยให้ผลตอบแทนพุ่งสูงอย่างโดดเด่นหลังเฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับ นักลงทุนที่ลงทุนด้วยการใช้เงินกู้ หรือ มาร์จิ้น ควรลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) เนื่องจากเป็นตลาดที่มีกฎระเบียบ มีระบบ และมีหน่วยงานกำกับดูแลที่ถูกต้องตามกฎหมาย การส่งคำสั่งซื้อขายผ่านช่องทางที่ไม่ถูกต้องมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยของเงินทุน ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในจีน ทำให้รัฐบาลจีนห้ามซื้อขายทองออนไลน์นอกตลาดแล้ว

ทั้งนี้ นักลงทุนควร บริหารระดับ Leverage ให้สอดคล้องกับความรู้และเครื่องมือที่มีอยู่ เพราะในสภาวะที่ตลาดทองคำโลกผันผวนและอาจเหวี่ยงตัวลดลงแรงได้ในระยะสั้น นักลงทุนที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่มีเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถติดตามราคาระดับวินาทีได้ทันอาจเกิดความเสียหายหมดตัวได้

ฉะนั้น ควรปรับลดสัดส่วนการใช้ Leverage ลง เช่น หากระบบเปิดให้ Leverage ได้ถึง 10 เท่า นักลงทุนควรวางหลักประกันเพื่อใช้ Leverage จริงเพียง 1 เท่า เพื่อควบคุมความเสี่ยงไม่ให้เกิดการล้างพอร์ตหรือขาดทุนหนักภายในชั่วข้ามคืน

นอกจากนี้ ขอเตือนว่า ห้ามกู้เงิน Margin มาซื้อเพื่อถือลงทุนระยะยาว เป็นการนำเครื่องมือทางการเงินไปใช้ผิดประเภท

“การกู้เงิน Margin เพื่อเข้ามาถือครองทองคำในระยะยาวและจ่ายเพียงอัตราดอกเบี้ย เป็นวิธีลงทุนที่อันตรายมากเนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีการแกว่งตัวรุนแรง”นพ.กฤชรัตน์ กล่าว

ทั้งนี้ นพ.กฤชรัตน์ ให้สัมภาษณ์ หลังการบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง
(พศส.) ปี 2569 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย