HoonSmart.com >>บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางการลงทุนไตรมาส 3/2569 ไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรก ชี้ 3 มรสุมใหญ่ “เงินเฟ้อตะวันออกกลาง-ดอกเบี้ยโลกตึงตัว-กำไร บจ. มี Downside” แนะทางรอดจัดพอร์ตตามโมเดล “บาร์เบล” ถ่วงน้ำหนักหุ้นปันผลไทย 35% แนะ KTB -TTB – PTTEP -ADVANC – SINGTEL80 – SPENGY80 HKEX23 ควบคู่หุ้นเติบโตนอก 35% แนะนำหุ้น DR ASML01 – META80 -AAPL 80 – WUXIAT80
น.ส.นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ประเมินไตรมาส 3 การลงทุนไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรก (1H69) มีหลายปัจจัยที่ขัดขวางไว้ คือ
1.แรงกดดันเศรษฐกิจ และปัจจัยผลักเงินเฟ้อ ซึ่งมาจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง เป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่นานกว่าปกติ โดย IMF คาด GDP โลกปี 2569 โต 3.1% (ต่ำสุดในรอบ 5 ปี), ธปท. คาด GDP ไทยชะลอเหลือ 2.3% (2569F) และ 1.8% (2570F)
2.นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากปีก่อนหน้า กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหาย ในช่วง 2H69 ธนาคารกลางหลายแห่งมีคิวขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น (BofA/Deutsche Bank คาด Fed ขึ้นรวม 75bps ช่วง ก.ย.-ธ.ค.69) ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อ Fund flow ต่างชาติให้ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสถิติในอดีตดอกเบี้ยไทยมากกว่า 3% SET Index มักซื้อขายบน P/E เฉลี่ยเพียง 11.7 เท่า (ซึ่งถูกกว่าระดับปัจจุบัน)
3.กำไรบริษัทจดทะเบียนยังมี Downside แฝงในช่วงถัดไป โดย Consensus เริ่มปรับลด EPS Nasdaq69F ลง 5% (ตั้งแต่ มิ.ย.69) อีกทั้งสถิติชี้ปีที่ IPO สูงผิดปกติ (2543, 2550, 2564) ปีถัดมา S&P500 มักปรับฐาน -13% ถึง -38.5% ซึ่งปีนี้มี Mega IPO อย่าง SPACEX ทำให้ในปี 2569 ระดมทุนไปแล้ว 1.38 แสนล้านเหรียญ (สูงสุดใน 5 ปี) ส่วนไทยมีโอกาสเห็นกำไร 2Q69 ลดลง QoQ หลัง 1Q69 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ด้านปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย ASPS มองว่าดอกเบี้ยไทยปีนี้ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมาก (ในอดีตดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% SET มักเทรด P/E เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า) เสริมด้วยนโยบายการคลังชัดเจน งบปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท (10 พลัส) + พรก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุน ธปท. ปรับเพิ่ม GDP ไทยเป็น 2.3% (จากเดิม 1.5%)
ขณะที่ Effective Tariff Rate เริ่มชะลอตัวลงจากจุดพีคและมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ (แม้ Trade War ยังไม่จบ ต้องจับตาการเจรจา Section 301/232) ส่วน Valuation ยังน่าสนใจ P/E69F 16.9 เท่า (ต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่) และหากหัก DELTA ออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็น P/E69F ของ SET อยู่ระดับ 13 เท่า, Dividend Yield 3.6% (สูงกว่าตลาดหุ้นโลก)
ทั้งนี้ ประเมิน Target SET ปลายปีช่วง 1,650 – 1,720 จุด ขึ้นกับสมมติฐาน EPS69F และ Market Earning Yield Gap
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล. เอเซีย พลัส กล่าวถึงกรณี การปะทุขึ้นของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งกลับขึ้นไปทดสอบระดับใกล้ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นปัจจัยเปลี่ยนเกมที่ช่วยยกระดับฐานราคาน้ำมัน และส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในไทย ทำให้ความเสี่ยงที่กำไร บจ. จะดรอปหรือติดลบในไตรมาส 3 ถูกจำกัดลงทันที
ทั้งนี้ โครงสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมีความแตกต่างจากตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี พบว่ากำไรของ บจ. ไทยมาจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และพลังงานสูงถึงประมาณ 30%
ก่อนหน้านี้ ตลาดมีการคาดการณ์ว่ากำไร บจ. ทั้งปีจะอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้ในไตรมาส 1 จะทำผลงานได้ดีเยี่ยมถึง 3.57 แสนล้านบาท (คิดเป็นเกือบ 30% ของเป้าหมายทั้งปี) แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงสงวนท่าทีและไม่ปรับประมาณการขึ้น เนื่องจากมองว่ากำไรในไตรมาส 1 ได้รับแรงหนุนจากกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เป็นจำนวนมาก และมีโอกาสที่ผลประกอบการในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะชะลอตัวลงตามราคาน้ำมันโลกที่ส่งสัญญาณปรับฐาน
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำการจัดพอร์ตครึ่งปีหลัง ชูโมเดล “บาร์เบล” (Barbell Allocation) สร้างสมดุล 2 ฝั่ง ได้แก่
1. หุ้น Dividend(35%) KTB, TTB, PTTEP, ADVANC, SINGTEL80
2.หุ้น Growth(35%) : ASML01, META80, AAPL80, WUXIAT80, HIMS03, FERRARI80 เสริมด้วย Tactical Hedge(10%) : GOLDUS80 (ทอง), ZIJIN80 (เหมืองทอง), SIL03 (เงิน), SPBOND80 (บอนด์สหรัฐฯ), MIDEA80
และ เงินสด(20%) รักษาสภาพคล่อง รอจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอนาคต
ปกป้องความเสี่ยง (Technical Hedge Buy) สัดส่วน 10% เพื่อหาจังหวะในการทำกำไรระยะสั้น
สำหรับ กลยุทธ์แบบ “บาร์เบล” คือการถ่วงน้ำหนักในสินทรัพย์สองฝั่งที่ต่างขั้วกันอย่างสมดุล โดยฝั่งหนึ่งเน้นหุ้นปันผลเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง ส่วนอีกฝั่งเน้นหุ้นเติบโตเพื่อสร้างผลตอบแทนในระดับสูง เสริมด้วยเงินสดและเครื่องมือสกัดความเสี่ยงทางเทคนิค
ในส่วนของหุ้นปันผล ไม่มีตลาดไหนสามารถสู้หุ้นไทยได้ โดยแนะนำให้เน้นหนักไปที่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Banking) ซึ่งโดดเด่นมากเมื่อเทียบกับหุ้นแบงก์ทั่วโลก ตัวหลักที่น่าสนใจ ได้แก่
TTB คาดว่าจะให้อัตราปันผลระหว่างกาล โดยอยู่ที่ประมาณ 5.5-5.9%ต่อปี
KTB และ BBL ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งและให้ผลตอบแทนในเกณฑ์ดี 5.5% -5.9% และ 3.5-4%
นอกจากนี้ ในฝั่งการทำ Technical Hedge แนะนำ PTTEP ซึ่งให้ Dividend Yield สูงเฉลี่ยถึง 6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นกลุ่มพลังงานทั่วโลกที่อยู่ราว ๆ 3% กว่าเท่านั้น ภาพรวมจึงยังเน้นให้น้ำหนักเอนเอียงมาที่ฝั่งหุ้นปันผลของไทยเป็นหลัก
หุ้นเติบโต โดยหุ้นเติบโตในประเทศเริ่มขับเคลื่อนต่อได้ยาก เมื่อเทียบกับหุ้นเติบโตในต่างประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่สูงกว่ามาก จึงแนะนำให้เสริมทัพหุ้นเติบโตด้วยหุ้นต่างประเทศใน 3 กลุ่มหลัก
1. กลุ่มไบโอเทค (Biotech) เน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแสความต้องการ “ยาฉีดลดน้ำหนัก” ผ่านแนะนำ DR HIMS03 โดยหุ้นแม่ที่ใช้อ้างอิง เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ในการขายยาลดน้ำหนัก รวมถึง DR WUXIAT8O หรือ DR AAPL80 ที่หุ้นแม่ รับจ้างผลิต
2. กลุ่มสินค้าหรูหรา (Luxury) & สู้เงินเฟ้อ
แม้จะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อ แต่กลุ่มผู้บริโภคระดับบนยังคงมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง หุ้นกลุ่มประเพณีหรูหราและไอทีที่ราคาร่วงลงมาลึกกว่า 50–60% จากปัจจัยเรื่องภาษีและสงครามในช่วงก่อนหน้า ถือเป็นโอกาสทองในการเข้าซื้อเพื่อรอการฟื้นตัว แนะนำ DR HERMES80- DR FERRARI80 รวมถึงหุ้นเกมยักษ์ใหญ่ของจีน แนะนำ DR NETEASE80
3.หุ้นปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่ End-User
สำหรับการลงทุนใน AI ยุคถัดไป แนะนำให้หลีกเลี่ยงกลุ่มผู้ผลิตชิป (Semi) ที่เสี่ยงเผชิญราคาชิปดิ่งลง แต่ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่ม End-User หรือ Hyper-scaler ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนชิปที่ถูกลงแทน แนะนำ DR AAPL80 จากการที่หุ้นแม่ ได้ทำการล็อคอัตรากำไร (Profit Margin) และปรับขึ้นราคาขายเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ต้นทุนเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลง แนะนำ DR META80 จากการที่หุ้นแม่คลายความกดดันด้านต้นทุนจากการหันมาใช้ NeoCloud ซึ่งช่วยลดรายจ่ายด้านทุน (CapEx) มหาศาล
รวมถึง DR XIAOMI80 คาดว่าหุ้นแม่จะฟื้นตัวในลักษณะเดียวกับ Apple และ ASML ในฐานะ Backbone หลักของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ทุกเจ้าจำเป็นต้องใช้ และได้อานิสงส์จากเทคโนโลยี Photonic
ในระหว่างทาง แนะนำให้ป้องกันความเสี่ยงด้วย ทองคำ, เงิน รวมถึงหุ้นเหมืองทองและเหมืองเงิน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทยอยฟื้นตัวขึ้นหลังถูกกดราคามานาน
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องสภาพภูมิอากาศ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ที่กำลังมา จะส่งผลให้ความต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในฝั่งยุโรปที่นิยมแอร์เคลื่อนที่ (Portable Air) ทำให้หุ้นอย่าง Midea (ไมเดีย) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแอร์จากจีนมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ
นายณัฐนันนท์ บ่างสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่าย Wealth Solution Center บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ยังคงแนะนำแนวคิดการลงทุนในลักษณะ “Stay In The Market” หรือการคงสถานะอยู่ในตลาดเสมอ เนื่องจากในระยะสั้นความผันผวนย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ในระยะยาวแล้ว ตลาดจะค่อยๆ จ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับคืนมาให้นักลงทุนอย่างแน่นอน ซึ่งหากนักลงทุนต้องการความสะดวกในการบริหารจัดการพอร์ตลักษณะนี้ การเลือกใช้ Solution ผ่านกองทุนรวมที่ทำการ Blend สินทรัพย์ตามโมเดลบาร์เบลข้างต้น ก็ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพสูงสุดในไตรมาสนี้
สำหรับ พอรต์แนะนำ Infinity Plus สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา โดยจะลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกสัดส่วน 60/40 คัดเลือกกองทุนดีทั่วไทย ที่มีทั้งหุ้น หุ้นกู้ และสินทรัพย์ทางเลือก มีการปรับพอร์ตแบบมDynamic โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ
และ พอร์ตหุ้นไทย คัดเลือกหุ้นไทยที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ควบคู่กับปัจจัยพื้นฐานและโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางและโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว ลงทุนขั้นต่ำ 5 แสนบาท
นอกจากนี้ ยังมี Professional Portfolio ชุดกองทุนที่กระจายการลงทุนทั่วโลก ผ่านหลากหลาย Fund Manager และแหล่งที่มาของผลตอบแทน (Source of Return) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจภายใต้ความผันผวนที่เหมาะสม เช่น MGALL-UH, SCBGEARA, TGSMART-A และ ASP-AAA-A
พอร์ต Satellite Portfolio เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากจังหวะการลงทุน ด้วยการสะสมสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ต ด้วยหุ้นกู้คุณภาพดี ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง โดยเน้นหุ้นกู้ระดับ Investment Grade อายุคงเหลือไม่ยาวมาก รวมถึง Perpetual Bond ของผู้ออกที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A- ขึ้นไป
กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง MPINFRAUI-H และ MPINFRAUI-UH ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอและเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ตในภาวะตลาดผันผวน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้แบ่งโครงสร้างพอร์ตตามโมเดล Core & Satellite ดังนี้
Core Portfolio 70-80% ของพอร์ต ลงทุนระยะยาว (Stay Invest) ปล่อยให้เงินทำงานผ่านโมเดลบาร์เบลข้างต้น
Satellite Portfolio 20-30% ของพอร์ต จับจังหวะทำกำไรระยะสั้น มี “เกียร์หลบ” ไปพักในตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ยามตลาดผันผวนจัด
สำหรับกลุ่มลูกค้าสินทรัพย์สูง (High Net Worth) เอเซีย พลัส ชูเรือธงอย่าง “Wisdom Fund of Funds” ลงทุนขั้นต่ำ 3.5 ล้านบาท กองทุนรวมที่ลงทุนตรงใน Hedge Fund ต่างประเทศ 15-30 แห่ง โดยใช้ 3 กลยุทธ์ (Long/Short, Quant, Down-market Performance) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าในช่วงที่ S&P 500 ดิ่งลึก ตัวพอร์ตยังสามารถยืนหยัดและตั้งเป้าผลตอบแทนระยะยาวได้ที่ 12-15% โดยไม่ลดทอนผลตอบแทนรวม
ส่วนนักลงทุนทั่วไป แนะนำทางเลือกสไตล์ Market Neutral อย่างกองทุน ASP-AAA-A และ MGALLUH,MGALL-H ลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาทที่มุ่งเป้าสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ 6-7% ต่อปี เพื่อเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกในไตรมาสที่ 3 นี้
รวมถึง เปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาสการลงทุน สร้างกระแสเงินสดในโลกที่ Capital Gain ยากขึ้นด้วยกองทุนรวม MPINFRAUI-UH,MPINFRAUI-H ลงทุนขั้นต่ำ 5 แยนบาท
ด้วยการสะสมสินทรัพย์เสี่ยงที่มีศักยภาพกลับมา Outperform ผ่านกองทุนอย่าง ASP-MAG7-AI สำหรับนักลงทุนรายใหญ่พิเศษและ KT-LUXURY-A สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป
