ดาวโจนส์ปิดลบ 138 จุด ทรัมป์ปิดกั้นท่าเรืออิหร่าน ราคาน้ำมันพุ่ง

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้งสามดัชนีหลักปิดร่วง ดาวโจนส์ลบ 138 จุด ราคาหุ้นกลุ่มเทคลดลง หลังทรัมป์ประกาศปิดกั้นท่าเรือของอิหร่าน ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า 9% Brent ทะลุ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดทรงตัว

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ปิดลบจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะกลับมาใช้มาตรการปิดกั้นท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นความตึงเครียดระลอกล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและลดความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่นักลงทุนต่างจับตาความเคลื่อนไหวสำคัญ ทั้งการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน การเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจ และการแถลงต่อสภาคองเกรสของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 52,498.64 จุด เพิ่มขึ้น 138.37 จุด, -0.26%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,515.34 จุด ลดลง 60.05 จุด, -0.79%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,873.18 จุด ลดลง 408.43 จุด, -1.55%

สหรัฐฯ และอิหร่านต่างเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการยกระดับความรุนแรงและขยายขอบเขตการโจมตีขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจรื้อฟื้นมาตรการปิดกั้นท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง และก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับทิศทางของการเจรจาสันติภาพในอนาคต

ทรัมป์ระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า สหรัฐนำมาตรการ ‘การปิดล้อมอิหร่าน’ (THE IRANIAN BLOCKADE) กลับมาใช้อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เรือหรือลูกค้าของอิหร่านแล่นเข้าหรือออกจากพื้นที่ และนับจากนี้เป็นต้นไป สหรัฐอเมริกาจะเป็น ‘ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ’ (THE GUARDIAN OF THE HORMUZ STRAIT) และเพื่อความเป็นธรรม สหรัฐฯ จะต้องได้รับค่าตอบแทนสำหรับต้นทุนทั้งหมดที่จำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ โดยคิดเป็นอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว

ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นภายหลังการประกาศของทรัมป์ โดยสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ และสัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ต่างปรับตัวขึ้นกว่า 9% ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าภาวะตึงตัวของอุปทานและแรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้างในระยะยาวได้

นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปีในวันอังคารและวันพุธนี้ โดยประธานธนาคารกลางคนใหม่จะต้องตอบข้อซักถามเกี่ยวกับผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายของเฟด

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดได้คาดการณ์และสะท้อนความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้

ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักลดลงมากที่สุด ตามมาด้วยดัชนี S&P 500 ส่วนดัชนี Dow Jones นั้นได้รับแรงพยุงจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น

ราคาหุ้น Micron Technology ปิดลดลง 4% หุ้น SanDisk ปรับตัวลง 12% และ Seagate Technology ร่วงลง 5% ส่วนหุ้นอื่นๆ นั้น Advanced Micro Devices ปรับตัวลดลง 4% ขณะที่ Intel ปรับตัวลง 6%

หุ้น SK Hynix ผู้ผลิตชิปจากเกาหลีใต้ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ร่วงลง 9.3% หลังจากที่พุ่งขึ้นกว่า 12% ในการซื้อขายวันแรกที่ตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์

นอกจากนี้ หุ้นธนาคารรายใหญ่ในสหรัฐฯ อาทิ JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Morgan Stanley, Bank of America และ Citigroup ต่างปรับตัวลดลงก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ตลาดก็กำลังจับตาผลประกอบการรายไตรมาสของ Netflix, Johnson & Johnson และ UnitedHealth ที่มีกำหนดจะรายงานออกมาเช่นกัน

ตลาดมีความคาดหวังสูงต่อผลประกอบการในรอบนี้ โดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ประจำไตรมาสที่ 2 จะเติบโตขึ้นมากกว่า 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้นักลงทุนรอรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิถุนายนในวันอังคารนี้ โดยนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones คาดการณ์ว่าตัวเลข CPI ภาพรวมจะปรับตัว
ลดลง 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน แต่จะปรับตัวสูงขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี

ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัว เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการลงทุนและรอดูสถานการณ์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่กำลังจะมาถึงจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับตลาด

ดัชนี STOXX 600 ทรงตัว หลังจากปรับตัวลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 641.10 จุด ลดลง 0.09 จุด,-0.01%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,498.29 จุด เพิ่มขึ้น 1.00 จุด, +0.01%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,364.65 จุด เพิ่มขึ้น 25.69 จุด, +0.31%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,114.25 จุด เพิ่มขึ้น 47.16 จุด, +0.19%

เหตุปะทะระลอกล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทำให้ความหวังที่จะเห็นสงครามยุติลงในเร็ววันริบหรี่ลง และนักวิเคราะห์ต่างเตือนไม่ให้ด่วนคาดการณ์หรือสะท้อนความเป็นไปได้เรื่องการยุติความขัดแย้งลงในราคาตลาดเร็วเกินไป

ราคาน้ำมันกลับมาซื้อขายในระดับที่สูงขึ้นอีกครั้ง จากที่ลดลงกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามในช่วงปลายเดือนมิถุนายน เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.2% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลดลง 1.4%

หุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ ลดลง 1.2% และเป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด โดยหุ้น Lufthansa, Ryanair และ TUI ต่างลดลงในช่วงระหว่าง 1.1% ถึง 4.1%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก็ได้รับแรงกดดันเช่นกันโดยลดลง 0.6% ตามทิศทางของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดโลก ทั้งนี้ หุ้นของ SK Hynix ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ร่วงลง 15.4% หลังจากที่ราคาพุ่งสูงขึ้นในการเข้าซื้อขายวันแรกที่ตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เดวิด มอร์ริสัน นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ Trade Nation กล่าวว่า นักลงทุนกำลังจับตาการเริ่มต้นของฤดูกาลรายงานผลประกอบการ โดยไฮไลต์สำคัญในสัปดาห์นี้จะอยู่ที่ ASMLซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในช่วงต้นสำหรับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี

ตลาดยังต้องรับมือกับความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกพยายามประเมินผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในปีนี้

สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Plus500 ร่วงลง 14.9% เป็นหุ้นที่ลดลงมากที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังจากที่บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ด้านเทคโนโลยีการเงิน (fintech) แห่งนี้ยังคงตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการประจำปีไว้เท่าเดิม

หุ้น Kongsberg Gruppen บริษัทด้านเทคโนโลยีและการป้องกันประเทศนอร์เวย์ลดลง 6.8% หลังจากยอดคำสั่งซื้อในไตรมาสที่สองต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับผลกระทบจากการแยกธุรกิจออกมา (spin-off) เมื่อเร็วๆ นี้ส่งผลต่อกระแสเงินสดของบริษัทมากกว่าที่ประเมินไว้

หุ้น Watches of Switzerland Group บริษัทค้าปลีกนาฬิกาหรูซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นลอนดอน ปรับตัวสูงขึ้น 4.2% โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเจรจาเกี่ยวกับข้อเสนอที่เป็นไปได้ในการนำบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ (เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทเอกชน)

หุ้น AkzoNobel ผู้ผลิตสีทาอาคารแบรนด์ Dulux ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่ Nippon Paint ยื่นข้อเสนอขอซื้อธุรกิจสีทาอาคารเพื่อการตกแต่ง ของบริษัทในมูลค่า 7.5 พันล้านยูโร (8.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

หุ้น Vodafone กลุ่มบริษัทโทรคมนาคมพุ่งขึ้น 5.5% ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากวันศุกร์ หลังจากที่ Xavier Niel มหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศสเปิดเผยแผนการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มบริษัท คิดเป็นมูลค่าเกือบ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท E& Group ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 6.73% หรือ 9.42% ปิดที่ 78.14ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 7.29 ดอลลาร์ หรือ 9.59% ปิดที่ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–