HoonSmart.com>>5 DR อ้างอิงหุ้น SPACEX เทรดวันแรก 13 ก.ค.69 มูลค่าการซื้อขายรวม 48.46 ล้านบาท SPACEX01 ของบล.บัวหลวง แชมป์วอลุ่มสูงสุดกว่า 30 ล้านบาท
วันนี้ (13 ก.ค.2569) มี 30 DR ใหม่ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก ในจำนวนนี้มีถึง 5 DR ที่อ้างอิงหุ้น SPACEX ประกอบด้วย DR SPACEX01 ออกโดย บล.บัวหลวง DR DR SPACEX03 ออกโดย บล.พาย DR SPACEX06 ออกโดย บล.เกียรตินาคินภัทร DR SPACEX23 ออกโดย บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ และ DR SPACEX80 ออกโดยธนาคารกรุงไทย
ทั้งนี้ SPACEX01 เปิดที่ราคา 3.20 บาท ขึ้นไปสูงสุด 3.24 บาท และปิดที่ 3.22 บาท ลดลง 0.17 บาท หรือลดลง 5.01%
ทั้งนี้ SPACEX01 เปิดที่ราคา 3.20 บาท ขึ้นไปสูงสุด 3.24 บาท และปิดที่ 3.22 บาท ลดลง 0.17 บาท หรือลดลง 5.01% มูลค่าการซื้อขาย 30.52 ล้านบาท
SPACEX03 เปิดที่ราคา 1.60 บาท ขึ้นไปสูงสุดที่ 1.67 บาท และปิดที่าคา 1.61 บาท ลดลง 0.06 บาท หรือลดลง 3.59% มูลค่าการซื้อขาย 7.7 แสนบาท
SPACEX06 เปิดที่ราคา 3.20 บาท ขึ้นไปสูงสุด 3.22 บาท และปิดที่ราคา 3.20 บาท ลดลง 0.06 บาท และลดลง 1.83% มูลค่าการซื้อขาย 1.96 แสนบาท
SPACEX23 ราคาเปิดที่ 4.02 บาท ขึ้นไปสูงสุด 4.04 บาท ต่ำสุดที่ 3.98 บาท ปิดที่ 4.04 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3 ล้านบาท
SPACEX80 เปิดที่ระดับราคาสูงสุดที่ 5.50 บาท ราคาต่ำสุดที่ 4.76 บาท และปิดที่ระดับ 4.80 บาท มูลค่าการซื้อขาย 13.98 ล้านบาท
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า บริษัทนำ DR SPACEX01 เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นครั้งแรกวันที่ 13 ก.ค. 2569 ด้วยกระบวนการนำหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนโดยตรง (Direct Listing) เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนไทยได้เป็นเจ้าของธุรกิจอวกาศระดับโลก
DR SPACEX01 เป็นตราสารนี้อ้างอิงหุ้น Space Exploration Technologies Corp. (SPCX) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq (NASDAQ) เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำ เจ้าของนวัตกรรมระดับโลกอย่างจรวด Falcon และ Starship เครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำภายใต้โครงการ Starlink รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ผ่านระบบนิเวศของ xAI
SPCX ก่อตั้งโดย อีลอน มัสก์ ถือเป็นผู้นำในกิจกรรมทางเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 80% มาตั้งแต่ปี 2566 โดยเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ (Reusable Rocket) ที่สามารถลดต้นทุนการปล่อยจรวดได้กว่า 95% พร้อมทั้งพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีสำคัญได้เองเกือบทั้งหมด ตั้งแต่จรวด ดาวเทียม ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ซึ่งมีอัตราความสำเร็จของภารกิจสูงกว่า 99% จากการปล่อยจรวดมาแล้วกว่า 650 ครั้ง สะท้อนถึงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเหนือคู่แข่งอย่างชัดเจน
นอกจากนั้น SPCX ได้ขยายธุรกิจสู่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างเต็มตัว หลังควบรวมกิจการกับ xAI ผู้พัฒนาแชตบอท Grok และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X รวมถึงการเข้าซื้อ Anysphere สตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนา Cursor เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดด้วย AI ด้วยมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีอวกาศ การสื่อสาร และ AI เข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกันโครงการ Starlink ที่มีดาวเทียมกว่า 9,600 ดวง ยังถือเป็น Growth Engine สำคัญของบริษัท จากการขยายบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไปยังพื้นที่ห่างไกลใน 164 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานทั่วโลกทั้งประเภทบ้านและองค์กรทะลุ 10 ล้านราย
ทางด้านผลประกอบการในปี 2568 SPCX มีรายได้ 18,674 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงข้อมูลจากเอกสาร S-1 ของ SPCX ที่ยื่นต่อต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC) โดยรายได้หลักมาจาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มขนส่งอวกาศ (Space) กลุ่มอินเทอร์เน็ตดาวเทียม (Connectivity) ซึ่งเป็นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่แม้ปัจจุบันจะอยู่ในช่วงลงทุนหนักและมีผลขาดทุน แต่ในระยะยาวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยบริษัทมีแผนลงทุนต่อเนื่องเพื่อพัฒนาระบบนิเวศอวกาศแบบครบวงจร ทั้งยาน Starship, การขยายเครือข่าย Starlink, ศูนย์ข้อมูล (Data Center) นอกโลก และการปล่อยดาวเทียม AI Compute ภายในปี 2571
การที่หุ้น SPCX ถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Nasdaq 100 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่สะท้อนการยอมรับจากตลาดทุน และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว แม้ในช่วงแรกราคาหุ้นอาจมีความผันผวนก็ตาม ขณะเดียวกันมูลค่าเศรษฐกิจอวกาศโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงงบประมาณภาครัฐอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวสู่ภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ Space Economy กลายเป็นหนึ่งใน New S-Curve สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ดังนั้น DR SPACEX01 จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในหุ้น SPCX ได้อย่างสะดวกผ่านบัญชีซื้อขายหุ้นไทย นายพิเชษฐ กล่าว
ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันนักลงทุนไทยมีความตื่นตัวและให้ความสนใจลงทุนใน DR เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นทางเลือกการลงทุนที่ช่วยกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นเมกะเทรนด์แห่งอนาคตได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยจะได้รับผลตอบแทนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ คล้ายลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรง สะท้อนผ่านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ DR ทั้งอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่อยู่ระดับ 66,719 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569)
บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ DR ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไทยสามารถเกาะติดเมกะเทรนด์การลงทุนระดับโลกได้อย่างสะดวก ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด หรือเศรษฐกิจอวกาศ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ปัจจุบันมี DR01 ที่ออกโดย บล.บัวหลวง เทรดในตลาดหุ้นไทย 50 หลักทรัพย์ ครอบคลุมดัชนีหุ้นชั้นนำของโลก ทั้งสหรัฐฯ จีน ฮ่องกง เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น รวมถึงหุ้นสามัญชั้นนำในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง และยุโรป มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมอยู่ที่ 17,889 ล้านบาท คิดเป็นราว 26% ของมูลค่าตลาด DR ทั้งอุตสาหกรรม
นับตั้งแต่ต้นปี 2569 DR01 ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 MICRON01 มูลค่าซื้อขายรวม 11,079 ล้านบาท (ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 69 +254%) อันดับ 2 CATL01 3,833 ล้านบาท (+47%) อันดับ 3 E1VFVN3001 1,573 ล้านบาท (+5%) อันดับ 4 NVDA01 1,511 ล้านบาท (+12%) และอันดับ 5 ASML01 1,460 ล้านบาท (+93%) (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569)
