HoonSmart.com >>เงินบาทเช้านี้อ่อนค่ามาอยู่ที่ 33.35-33.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามทิศทางภูมิภาค หลังดอลลาร์แข็งค่าจากศึกตะวันออกกลาง-ราคาทองคำร่วง ขณะที่ “วิทัย”ผู้ว่า ธปท. เปิดใจเคลียร์กลไก FX ค่าเงินบาท ขับเคลื่อนโดยแบงก์พาณิชย์-ความต้องการของตลาด 100% ไร้เงาแบงก์ชาติ สวนทางความเชื่อสังคม เมื่อบาทผันผวนมักมีคำถาม”แบงก์ชาติทำอะไรอยู่” พร้อมแจงเงื่อนไข ‘Currency Manipulation’ สหรัฐฯ หากฝ่าฝืนเสี่ยงเจอมาตรการกำแพงภาษี
เช้าวันนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.35-33.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (8.53 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันทำการก่อนหน้าที่ 33.32 บาทต่อดอลลาร์ฯ … โดยเงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสกุลเงินในเอเชียหลายสกุล สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้นท่ามกลางสัญญาณความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีเหตุปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหลายครั้งตั้งแต่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (หลังจากที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ) นอกจากนี้ การร่วงลงของราคาทองคำในตลาดโลกก็เป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทด้วยเช่นกัน
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.30-33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางค่าเงินเยนและท่าทีของทางการญี่ปุ่น
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ อธิบายถึง โครงสร้างเชิงลึกของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) และขอบเขตอำนาจของแบงก์ชาติ ถึงเบื้องหลังที่เกี่ยวกับการดูแลค่าเงินบาท พร้อมทั้งอธิบายเหตุผลว่าทำไมธปท. จึงไม่สามารถแทรกแซงหรือกำหนดทิศทางค่าเงินได้ตามใจชอบ แม้ว่าจะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากสาธารณชนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงก็ตาม
นายวิทัยได้เริ่มต้นอธิบายถึงโครงสร้างของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อปรับความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าธปท. เป็นผู้เล่นหลักในธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศประจำวัน
“ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นตลาดที่ซื้อขายกันเอง เวลาท่านต้องการแลกเงิน ท่านก็วิ่งไปธนาคาร หรือวิ่งไปที่ Money Exchange จากนั้น Money Exchange ก็วิ่งไปธนาคาร ตัวธนาคารเองก็ใช้ระบบที่คีย์คุยกัน ซื้อขายกันโดยตรง ไม่มีตลาดกลาง ระบบมันเป็นอย่างนี้ ธนาคารซื้อกับธนาคารเอง ธนาคารไทยซื้อธนาคารต่างชาติ ธนาคารต่างชาติตอบรับซื้อธนาคารไทย ตลาด FX ในเมืองไทยในภาพใหญ่จึงมีอยู่ 2 ตลาด คือ FX Onshore และ FX Offshore ซึ่งเราเป็นประเทศเดียวที่มี 2 ตลาดเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2540 แล้วไม่ปิดมาจนถึงปัจจุบัน
แต่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ การขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนไม่มีความเชื่อมโยงกับแบงก์ชาติเลย เวลาบาทแข็งคนก็จะถามว่าทำไมแบงก์ชาติไม่ทำอะไร แต่จริงๆ ตลาดฟังก์ชันตามปกติ เป็นการแลกเงินหรือค้าขายกันระหว่างธนาคารต่อธนาคาร
โดยธนาคารนำ Position หรือความต้องการซื้อดอลลาร์-ขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก ผู้นำเข้า หรือใครก็ตามที่ต้องการทำธุรกรรม เข้ามาจับคู่กันโดยตรง เพราะฉะนั้น ไม่มีแบงก์ชาติอยู่ในลูปนี้เลย ค่าเท่ากับศูนย์
“ไม่เหมือนกับตลาดเงินที่ทุกวันหากมีเงินเหลือ เงินจะไหลเข้าแบงก์ชาติผ่านตลาด RP หรือถ้าเงินขาด ก็สามารถกู้จากตลาด RP หรือ Standing Facility ได้ แบงก์ชาติจึงอยู่ในระบบตลาดเงินทุกวัน แต่สำหรับตลาด FX นั้น ไม่มีแบงก์ชาติเข้าไปเกี่ยวข้องเลย”นายวิทัย กล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.จะเข้ามาเกี่ยวข้องเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือเมื่อเห็นว่าค่าเงินมีความผันผวนสูงเกินไป โดยปกติแล้วหากเงินบาทอ่อนค่าลง จะไม่ค่อยมีใครตำหนิธปท. แต่หากเงินบาทแข็งค่าเกินไป ภาคการส่งออกจะได้รับความเดือดร้อนทันที
พร้อมย้ำว่าการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาทไม่ได้เกิดจากธปท. แต่เกิดจาก Demand และ Supply ของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการเก็งกำไรในตลาด
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราเห็นได้ชัดเจนว่าค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับราคาทองคำ จึงเกิดการเก็งกำไรเกิดขึ้น พอราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น เงินบาทจะแข็งค่าทันที สิ่งนี้เรียกว่าความสัมพันธ์เชิงทิศทาง ที่วิ่งไปในทางเดียวกันสูงถึง 0.8% แปลง่ายๆ ว่าถ้าทองคำขึ้น 1% เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.8% ซึ่งในประเทศอื่นค่าความสัมพันธ์นี้จะอยู่ที่ประมาณ 0.3% เท่านั้น
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นปีที่เงินบาทแข็งค่าตลอดจากการเทรดแอปพลิเคชันทองคำบาทออนไลน์ ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ทำกำไรกันได้ถ้วนหน้า เพราะในช่วงนั้นตลาดหุ้นตก แต่ราคาทองคำพุ่งจากบาทละ 30,000 บาท ไปถึง 80,000 บาทแต่ในช่วงนี้ถือว่าสถานการณ์ดีขึ้น
หนึ่งคือ ธปท.เข้าไป Implement มาตรการ และสองคือตลาดทองคำเริ่มกลับทิศทาง จากที่เคยขึ้นไปถึง 80,000 บาท ก็ลดลงมาเหลือ 60,000 กว่าบาท
ประกอบกับตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น มีเม็ดเงินไหลเข้ากลุ่ม Emerging Market และตลาดหุ้นที่มีสินทรัพย์ราคาถูกหรือมี Exposure ในกลุ่ม AI ส่งผลให้การเก็งกำไรจากการจับคู่ (Pairing) ทองคำกับเงินบาทลดน้อยลง ค่าความสัมพันธ์จากเดิมที่เคยสูงถึง 0.8% ก็ลดระดับลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.4% – 0.45% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นที่อยู่ 0.3 ถือเป็นการแก้ปัญหาไปได้เปลาะหนึ่ง
นอกจากนี้ สถานะทางโครงสร้างของประเทศไทยถูกจำกัดความว่าเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่ม Safe Haven (สินทรัพย์ปลอดภัย) ของเอเชีย เนื่องจากมีทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) ในปริมาณที่สูงมาก ทำให้เมื่อเกิดความผันผวนในโลกและนักลงทุนไม่รู้จะนำเงินไปพักไว้ที่ไหน ก็จะเลือกนำเงินมาพักที่ประเทศไทยก่อน แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำแต่ก็มีความปลอดภัยสูง
นอกจากนี้ ข้อจำกัดของกฎหมายโลก Currency Manipulation เบรกกลไกแทรกแซง โดยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงจนแตะระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และยังทะลุแนวรับสำคัญลงไปอยู่ที่ประมาณ 30.70 – 30.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดคำถามจากสาธารณชนว่า เหตุใดธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่ลุยเข้าตลาดเพื่อกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าลง
ในทางทฤษฎี การบริหารจัดการในขาที่เงินบาทแข็งค่าทำได้โดยการ “ซื้อดอลลาร์ และขายบาท” ซึ่งธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินบาทเข้าสู่ระบบได้อย่างไม่จำกัด แตกต่างจากขาเงินบาทอ่อนค่าที่มีข้อจำกัดด้านทุนสำรองดอลลาร์ แต่ในความเป็นจริงของระบบการเงินโลก ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ฟังดูเหมือนว่าในขาที่บาทแข็ง เราต้องซื้อดอลลาร์ ขายบาท เพื่อให้บาทอ่อน เนื่องจากเราพิมพ์เงินบาทเองได้ จะพิมพ์เข้าระบบเท่าไหร่ก็ได้ แล้วให้เงินมันวนกลับมาที่ตลาด RP ไม่เห็นน่าจะมีปัญหาอะไรเลย ทำไมเราไม่ทำแบบนี้เพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนลง? แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่
ปัญหาก็คือ ในระบบการเงินโลก ทุกประเทศใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นตัวกลางหลักในการแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบดอลลาร์ เงินยูโรเทียบดอลลาร์ หรือเงินเยนเทียบดอลลาร์ หากไทยไม่ใช่สกุลเงินหลัก (Major Currency) ทุกสกุลเงินจะวิ่งเข้าหาดอลลาร์ทั้งหมด ถ้าเป็นสกุลเงินเล็กอย่างไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือฟิลิปปินส์ ทุกคนต้องแลกไปที่ดอลลาร์ก่อน
“สมมติว่าผมต้องการเงินเยน แล้วเดินไปแลกที่ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารก็ต้องนำเงินบาทไปแลกดอลลาร์ และนำดอลลาร์ไปแลกเยนอีกทอดหนึ่ง ทำให้ต้องเสีย Spread (ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน) ถึงสองครั้ง”นายวิทัย อธิบาย
นายวิทัย กล่าวว่า ด้วยกลไกนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทุกประเทศต่างต้องการทำให้ค่าเงินของตัวเองต่ำกว่าความเป็นจริง (Undervalued) เพื่อชิงความได้เปรียบทางการค้า ผ่านการซื้อดอลลาร์และขายสกุลเงินท้องถิ่นของตน
สหรัฐฯ จึงได้ออกเกณฑ์ที่เรียกว่า Currency Manipulation (การบิดเบือนค่าเงิน) เพื่อใช้กับคู่ค้ารายใหญ่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทรัมป์วาระแรกหรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยกำหนดเกณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดไว้ว่า ‘ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะเข้าแทรกแซงซื้อดอลลาร์ขายเงินตราท้องถิ่นได้ในจำนวนไม่เกิน 2% ของ GDP ต่อปี
เกณฑ์การประเมินการบิดเบือนค่าเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (U.S. Treasury) นี้เอง ที่เป็นคำตอบว่าทำไมธนาคารกลางจึงไม่สามารถเข้าแทรกแซงตลาดได้อย่างต่อเนื่อง
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมพอบาทแข็ง แบงก์ชาติจึงไม่สามารถเข้าซื้อดอลลาร์ไปเรื่อยๆ จนบาทอ่อนได้ เพราะไทยและอีกกว่า 20 ประเทศทั่วโลกที่เป็นคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ต้องทำตามเกณฑ์ Currency Manipulation ถามว่าเราจะไม่สนใจเกณฑ์นี้ได้ไหม? ได้ครับ แต่เราอาจจะต้องจบลงด้วยการถูกโต้ตอบผ่านภาษีศุลกากร (Tariff) ในอัตราที่สูงมาก อาจไม่ใช่แค่ 19% หรือ 12% แต่อาจสูงถึง 30% หรือ 40%
ทางการสหรัฐฯ โดยนายแอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) ก็ได้ส่งสัญญาณในเรื่องนี้มายังผู้ว่าการธนาารกลางอย่างชัดเจน และขอยืนยันว่าเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น แบงก์ชาติจึงสามารถเข้าแทรกแซงตลาดได้ในปริมาณที่จำกัดเท่านั้น ประกอบกับตลาดซื้อขายดอลลาร์-บาท มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่อง (Liquidity) สูงที่สุดในอาเซียน หากจะแทรกแซงให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล
ซึ่งข้อตกลงระหว่างประเทศระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามมิให้ใช้การแทรกแซงทางการเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า สิ่งที่ธปท.ทำได้จึงมีเพียงแค่การเข้าสู่ตลาดเพื่อประคับประคองและลดความผันผวนไม่ให้สูงเกินไปเท่านั้น
ข้อมูลดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งจากการบรรยายของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยม(ธปท.) ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (พศส.) ระดับสูงประจำปี 2569 โอกาสทางรอดยุคเศรษฐกิจผันผวนท่ามกลางความขัดแย้งภูมิประเทศหัวข้อนโยบายการเงินรับมือวิกฤตสงครามและการเงินโลกซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับธนาคารกรุงเทพและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อวันที่ 11 ก.คที่ผ่านมา

