HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ขยับขึ้น 2.1% จากต้นปี ความเสี่ยงขาลงจำกัด แนะ 2 กลยุทธ์เด็ด ดักหุ้น Laggard กำไรโตแซงราคา GULF- ADVANC- PTTGC-CPF-BTG-MOSHI พร้อมเกาะกระแสหุ้นจุดเปลี่ยนกำไรผ่านจุดต่ำสุด SCB-TLI
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์/ผู้จัดการกองทุน/นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ และนายอิทธิ สุตัณฑวิบูลย์ ผู้ช่วยนักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ได้ทำการคัดหุ้นที่กำไรถูกปรับขึ้น แต่ราคายังไม่ขึ้น สรุปได้ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) กำลังส่งสัญญาณฟื้นตัวในเชิงกำไรอย่างมีนัยสำคัญ หลังประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ถูกปรับเพิ่มขึ้น 2.5% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และขยับขึ้น 2.1% จากต้นปี (YTD)
อย่างไรก็ตาม ลึกลงไปใต้พื้นผิวของตัวเลขเลขรวม นักลงทุนจำเป็นต้องแยกแยะให้ออกว่า นี่คือการฟื้นตัวแบบ “กระจุกตัว”หรือกำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเติบโตในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการจัดพอร์ตทำกำไรนับจากนี้
หลังเจาะลึกข้อมูลเบื้องหลัง พบว่าแม้ตัวเลข EPS รวมของตลาดจะดูสดใส แต่หากดูสัดส่วนสุทธิของหุ้นที่ถูกปรับเพิ่มเทียบกับปรับลดประมาณการกำไร (Earnings Revision Breadth) ในรอบ 3 เดือน ยังคงติดลบอยู่ถึง 19.4% และติดลบ 17.4% YTD
นั่นหมายความว่า ในภาพใหญ่ “จำนวนหุ้นที่ถูกหั่นประมาณการกำไร ยังคงมากกว่าหุ้นที่ถูกปรับขึ้น” โดยแรงขับเคลื่อนหลักในช่วงที่ผ่านมาตกอยู่กับหุ้นบิ๊กแคปไม่กี่กลุ่ม เช่น ปิโตรเคมี +41.1%, อิเล็กทรอนิกส์ +12.9%, พลังงาน +10.2%, บรรจุภัณฑ์ +9.8% และธนาคาร +2.3%
จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาคือ ข้อมูลล่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ที่เริ่มเห็นสัญญาณการกระจายตัว (Breadth) ในทางบวกมากขึ้น โดย SET EPS ขยับขึ้นต่ออีก 0.4% ขณะที่ค่า Earnings Revision Breadth พลิกกลับมาเป็น “บวก” ได้สำเร็จ สะท้อนว่าโมเมนตัมเริ่มเปลี่ยน ทยอยมีหุ้นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่โบรกเกอร์เริ่มหยุดหั่นกำไรและหันมาปรับประมาณการขึ้น
กลุ่มธุรกิจที่เห็นพัฒนาการเชิงบวกเด่นชัดในรอบ 1 เดือนนี้ ได้แก่ กลุ่มการเงิน, กลุ่มประกัน และกลุ่มท่องเที่ยว รวมไปถึง กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่แม้ว่าในภาพรวมประมาณการกำไรจะยังถูกปรับลดลง แต่สัดส่วนสุทธิของหุ้นที่ถูกหั่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (และหุ้นเครื่องดื่มบางตัวพลิกกลับมาถูกปรับเพิ่มแล้ว) แสดงให้เห็นว่า Downside หรือความเสี่ยงขาลงของกำไรตลาดเริ่มจำกัดลง และเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าสะสมหุ้นรายตัว แนะนำ 2 กลยุทธ์หลัก
กลยุทธ์ที่ 1 ดักหุ้น “Earnings-Price Gap” (กำไรวิ่งนำ ราคาตามไม่ทัน)
เน้นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังสดใส แต่ราคาหุ้นยังคง Laggard (ปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เกิดการไล่ราคาตามมา (Price Catch-up) ในระยะถัดไป
GULF กำไรระยะสั้นแข็งแกร่งจากเงินปันผลและส่วนแบ่งกำไรโรงไฟฟ้าต่างประเทศ ผนึกกำลังกับ ADVANC โดยมี Data Center เป็น Growth Story ระยะยาว
ADVANC คาดกำไรหลักไตรมาส 2/2026 เติบโตแข็งแกร่งถึง +24% YoY และ +1% QoQ หนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) มือถือที่เพิ่มขึ้น 2-3% YoY ควบคู่ไปกับต้นทุนโครงข่ายที่ลดลง
PTTGC ได้อานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ที่สูงกว่าคาด และคาดว่าจะยืนสูงต่อเนื่องจากภาวะอุปทานโลกที่หายไปราว 20% อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงคราม ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟู
CPF & BTG มีลุ้นแรงหนุนในครึ่งปีหลังตามวัฏจักรราคาหมูที่ทยอยฟื้นตัว หลังเผชิญแรงกดดันจากปรากฏการณ์เอลนีโญ อากาศร้อน และความเสี่ยงด้านโรคระบาดที่จำกัดอุปทานในตลาด
MOSHI แนวโน้มกำไรดีกว่าคาดชัดเจน จากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่แข็งแกร่ง รับแรงหนุนช่วงเปิดเทอมและกระแสของเล่นสไตล์ Squishy ที่กำลังมาแรง
กลยุทธ์ที่ 2 เกาะกระแส “Earnings Inflection” (จุดเปลี่ยนกำไรพลิกเป็นบวก)
มองหาหุ้นที่ช่วง 3 เดือนก่อนหน้าถูกตลาดเมินและโดนปรับลดประมาณการกำไรลงมาตลอด แต่ในรอบ 1 เดือนล่าสุด ตัวเลขพลิกกลับมาเป็น “บวก”ซึ่งเป็นสัญญาณแรกว่าแรงขายและแรงหั่นกำไรผ่านจุดต่ำสุด (Bottomed Out) ไปแล้ว
SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) ประมาณการกำไร 1 เดือนพลิกเป็นบวก หนุนโดยรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ที่เติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับจุดเด่นเรื่องอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับสูง
TLI (ไทยประกันชีวิต) ผลประกอบการส่งสัญญาณฟื้นตัวเด่นชัด หลังจำนวนการเคลมประกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากการนำมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) มาใช้ควบคุมโรคทั่วไป ขณะที่รายได้จากการลงทุน (Investment Income) ยังคงเป็นแรงส่งสำคัญต่อเนื่อง
