HoonSmart.com>>เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.69 เพิ่มขึ้น 2.42% ดีกว่าที่ตลาดคาดบวก 2.7-2.87% รวมเฉลี่ยครึ่งปี 1.08% จากราคาน้ำมันและราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น คาดไตรมาส 3 บวกต่อเนื่องที่ 2.79% และไตรมาส 4 ที่ 3.02% คงคาดการณ์เงินเฟ้อปี 69 ที่ 1.5-2.5% บนสมมุติฐาน GDPปีนี้โต 1.5-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงิน 32-33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) หรือเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิ.ย.2569 เท่ากับ 102.85 สูงขึ้น 2.42% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) เฉลี่ยครึ่งปีเพิ่มขึ้น 1.08% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI)มิ.ย.เพิ่มขึ้น 1.23% และ 6 เดือนเฉลี่ย 0.79% ปัจจัยสำคัญจาก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า ราคาสินค้า 464 รายการในเดือนมิ.ย. เทียบกับเดือนพ.ค.พบว่า มีสินค้า 194 รายการที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวสารเจ้า, กะหล่ำปลี, ผักกาด, ผักคะน้า, ผักชี, กาแฟผงสำเร็จรูป, น้ำอัดลม, สบู่, โฟมล้างหน้า และผลิตภัณฑ์ซักผ้า เป็นต้น
ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง มี 151 รายการ ได้แก่ เนื้อสุกร, กุ้งขาว, แตงกวา, ผักบุ้ง, ฝรั่ง, ลองกอง, กะทิสำเร็จรูป, น้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าห้องพักโรงแรม และค่าโดยสารเครื่องบิน เป็นต้น ขณะที่สินค้าอีก 119 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่ ชุดตรวจโควิด (ATK), ยาหม่อง, ค่าเช่าบ้าน, ค่าเบี้ยประกัน, ค่าแรงช่างทาสี-ปูกระเบื้อง, ค่าน้ำประปา เป็นต้น
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในไตรมาส 3 คาดว่าจะยังเป็นบวกต่อเนื่อง ประมาณการไว้ที่ 2.79% โดยมีปัจจัยสนับสนุนได้แก่ ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศยังทรงตัวสูงกว่าปีก่อน, ราคาอาหารสำเร็จรูป ทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง, ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น และ ราคาผักสดมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อนหน้า
ขณะที่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 4 ปีนี้ ประมาณการไว้ที่ระดับ 3.02% ตัวมีปัจจัยหนุนสำคัญเนื่องจากราคาอาหารจานเดียว หรืออาหารสำเร็จรูป ที่เมื่อปรับขึ้นราคาไปแล้ว มักจะไม่ปรับลดลง และ 2.ราคาผักสดที่สูงขึ้นเทียบกับฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน
อย่างไรก็ดี แนวโน้มเงินเฟ้อยังมีความไม่แน่นอน ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยหากสถานการณ์คลี่คลายชัดเจน และส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่ำกว่าในระดับปัจจุบัน ก็มีโอกาสทำให้อัตราเงินเฟ้อ ไตรมาส 4 อยู่ต่ำกว่าระดับที่ประมาณการไว้ที่ 3% ได้
ส่วนสถานการณ์ราคาอาหารจานเดียว 7 เมนู (ข้าวผัด, ผัดซีอิ๊ว-ราดหน้า, ข้าวหมูแดง, ข้าวมันไก่, ส้มตำ, ก๋วยเตี๋ยว, ข้าวราดผัดกะเพรา) จากการสำรวจในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย.2569 รวมทั้งหมด 1,535 รายการ พบว่าราคาอาหารจานเดียวสูงขึ้น 438 รายการ หรือคิดเป็น 28.53% โดยกลุ่มที่ปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีกจานละ 10 บาท มี 244 รายการ หรือคิดเป็น 55.71% ส่วนกลุ่มที่ปรับราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีกจานละ 5 บาท มี 182 รายการ หรือคิดเป็น 41.55%
“อาหารจานเดียวพบการปรับขึ้นราคามากที่สุด คือ กลุ่มที่ขายอาหารจานละ 50 บาท ปรับเพิ่มขึ้นอีก 10 บาท หรือเพิ่มขึ้น 20% และกลุ่มที่ขายอาหารจานละ ราคา 40 บาท ปรับเพิ่มขึ้นอีก 10 บาท หรือราคาเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งสองกลุ่มนี้ มีอยู่กว่า 10% ของจำนวนที่สำรวจ 1,535 รายการ แนวโน้มราคายังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากส่วนใหญ่มักเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก ที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นต้องทยอยปรับขึ้นราคา แตกต่างร้านอาหารขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ที่เมื่อซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากอาจจะได้ราคาเฉลี่ยที่ต่ำกว่า” รองผู้อำนวยการ สนค. กล่าว
อย่างไรก็ดี ก็มีบางร้านที่ยอมแบกรับต้นทุนไว้เอง เนื่องจากเกรงว่าถ้าปรับขึ้นราคาอาหารแล้ว จะทำให้เสียลูกค้า ในขณะที่บางร้านก็ต้องยอมรับว่าไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนไว้ได้ จึงต้องทยอยปรับขึ้น 5-10 บาท ซึ่งจะเริ่มเห็นการปรับราคาอาหารจานเดียวกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น
ส่วนผลจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่มีต่อเงินเฟ้อนั้น ไม่ได้ส่งผลต่อตัวเลขเงินเฟ้อให้สูงขึ้นเท่าใดนัก เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการลักษณะนี้ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น โครงการคนละครึ่ง โครงการดิจิทัลวอลเล็ต โครงการคนละครึ่งพลัส และมาถึงล่าสุด โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จากข้อมูลในอดีต ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง ตั้งแต่สมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปี 2563 ก็ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเลย จนมาถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต คนละครึ่งพลัส เฟสแรก จนมาถึงล่าสุด ไทยช่วยไทยพลัส ก็ไม่ได้ส่งผลต่อเงินเฟ้อมากนัก แต่เงินเฟ้อลดลงเล็กน้อยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ดี สนค. ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปีนี้ไว้ในกรอบ 1.5-2.5% ภายใต้สมมติฐานสำคัญ ได้แก่ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้โต 1.5-2.5% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีที่ 32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งยังมีปัจจัยเพิ่มเติม ได้แก่ อาหารจานเดียวราคาสูงขึ้น 3-5%, ค่ากระแสไฟฟ้า 3.93 บาท/หน่วย, ราคาน้ำมันดีเซล 35-40 บาท/ลิตร และภาวะเอลนีโญ ไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง

