HoonSmart.com>>เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมขับเคลื่อนสังคม ‘Longevity’ ถอดรหัสบาลานซ์ 3 แกนชีวิตอย่างไร? ให้แก่ไปแบบ ‘สุขภาพดี-มีเงินใช้’ ก้าวข้ามความท้าทาย Super Aging ในยุคค่ารักษาพยาบาลพุ่งปีละ 10% ด้านคปภ.เปิดตัวเลขคนไทยแห่ซื้อประกันสุขภาพโตพรวดพราด 12.36% คิดเป็นมูลค่ากว่า 139,000 ล้านบาท
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ในงาน “Muang Thai Assurance Hospital Awards 2025” ว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Super Aging หรือสังคมผู้สูงอายุแบบเต็มรูปแบบควบคู่ไปกับอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่พุ่งสูงเฉลี่ยถึงปีละ 10% การเตรียมความพร้อมเพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ หรือ Longevity จึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งอีกต่อไป
ทั้งนี้ ได้ชวนทุกคนหันมาสำรวจองค์ประกอบของการมีอายุยืนอย่างยั่งยืน ผ่าน “3 แกนหลัก”เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ประกอบด้วย
1.ปัจจุบัน ตัวเลขอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ที่ยาวนานขึ้นเรื่อยๆ Lifespan จากวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย
2.ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดคือ ช่วงที่มีสุขภาพดี หรือ Healthspan จากข้อมูลการวิจัยพบว่าคนเรามักจะมี Gap หรือช่องว่างระหว่าง Lifespan และ Healthspan อยู่ที่ประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์ต้องอยู่กับโรคเรื้อรัง (Chronic Disease) หรือความทุพพลภาพ ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ช่องว่าง 10 ปีนี้แคบลงที่สุด เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉงและมีความสุข
3. คือต้องมีช่วงเวลาที่มีเงินใช้ หรือ Wealthspan สอดคล้องกันด้วย แต่ความท้าทายครั้งใหญ่ของคนไทยคือระบบบำนาญ (State Pension) ที่ยังไม่ครอบคลุม และยังขาด Mindset ในการออมเงิน ทำให้เกิดความเสี่ยงในลักษณะ “แก่แต่หมดตัว”ดังนั้น Wealthspan จึงต้องยาวนานพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลในยามเกษียณ เพื่อช่วยปิดช่องว่างระหว่างอายุขัย ส่งเสริมสุขภาพที่ดี เมืองไทยประกันชีวิตจับมือร่วมกับพันธมิตรโรงพยาบาลในการให้ความรู้และดูแลรักษาเชิงป้องกัน (Health Literacy & Prevention) มุ่งเน้นสร้าง Content สุขภาพที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ไม่ให้คนหลงเชื่อข้อมูลที่ผิดๆ จากโค้ชสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน
มีการนำข้อมูลจากนวัตกรรมและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) หรือฟังก์ชันในแอปพลิเคชันอย่าง MTL Fit และ MTL Smile มาร่วมประเมินและกระตุ้นให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การนอนหลับที่มีคุณภาพ และการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
ปัจจุบันมีการเปิดตัวโปรแกรม MTL Smile Hospital (Preferred Providers / PPO) นำร่องร่วมกับสถานพยาบาลแล้วกว่า 166 แห่ง จากเครือข่ายทั้งหมดกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลและมอบสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลที่สอดคล้องกับความจำเป็นทางการแพทย์อย่างแท้จริง
รวมถึง มีการแก้ Pain Point ประกันชีวิตและสุขภาพยุคใหม่จาก”คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ”ที่เป็น Pain Point เดิมๆ ของประกันชีวิต แต่ภายใต้การปลดล็อกกฎหมายใหม่ของ คปภ. (โดยท่านเลขาธิการ ชูฉัตร ประมูลผล) เมืองไทยประกันชีวิตได้ออกแบบสัญญาเวอร์ชันใหม่ที่ยาวถึงอายุ 99 ปี และ ไม่มีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา
นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาโปรแกรมร่วมกับโรงพยาบาลเพื่อพัฒนาแบบประกันที่คุ้มครองเชื่อมต่อกับสวัสดิการรัฐหรือสวัสดิการพนักงาน (สามารถ Convert สิทธิ์ได้หลังเกษียณโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพใหม่) รวมถึงการเปิดโอกาสในการรับประกันกลุ่มผู้ที่เคยโชคร้ายเป็นโรคร้ายแรงแต่รักษาหายดีแล้ว (Heal) เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างเท่าเทียม
“การลงทุนที่ดีที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องของเงินทอง แต่คือการลงทุนในตัวเองไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย เล่นกีฬาที่ชอบ การฝึกฝนดูแลตัวเอง (Practice) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่ออัปเกรดตัวเองให้ทันโลก สร้างความมั่นใจ (Confidence) และทำให้เราก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างสง่างาม แข็งแรง และมีความสุขในทุกมิติ”นายสาระ กล่าว
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวในงาน “Muang Thai Assurance Hospital Awards 2025” ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญา ว่า โลกของการดูแลสุขภาพและการประกันภัยกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคนไทยหันมารักและใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น สะท้อนได้จากตัวเลขเบี้ยประกันภัยจากสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพที่เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 12.36% คิดเป็นมูลค่ากว่า 139,000 ล้านบาท
การดูแลสุขภาพในปัจจุบัน ครอบคลุมไปถึงมิติของการป้องกัน การลดความเสี่ยง และการสร้างหลักประกันให้ตัวเองมั่นใจว่า ‘จะมีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลเมื่อยามแก่ชรา’ เพราะโรคภัยไข้เจ็บมักมาในช่วงที่เราไม่มีรายได้ การประกันชีวิตและสุขภาพจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือการออมและการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดสำหรับการใช้ชีวิต
ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง “บริษัทประกันภัย” ในฐานะผู้มอบคำมั่นสัญญา และ “โรงพยาบาล” ในฐานะผู้ทำคำสัญญานั้นให้เกิดขึ้นจริงในวันที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ยั่งยืน
ทั้งสองภาคส่วนไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการตามหน้าที่ แต่คือ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ยึดเอาผู้ประกันตนเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) ร่วมกันยกระดับมาตรฐานการบริการที่โปร่งใส เป็นธรรม เข้าถึงได้ และตอบสนองความคาดหวังของสังคม พร้อมทั้งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์การรักษาพยาบาลที่ราบรื่นและไร้รอยต่อ
รางวัล “Muang Thai Assurance Hospital Awards 2025” จึงไม่ใช่แค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จของสถานพยาบาลที่มีผลงานโดดเด่น แต่เป็นแรงขับเคลื่อนชิ้นสำคัญที่ทำให้ระบบประกันสุขภาพไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน เป็นมิติที่ทุกฝ่ายทั้งบริษัทประกัน โรงพยาบาล และผู้บริโภคได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ท้ายที่สุดแล้ว “ประชาชน” ได้เป็นเจ้าของชีวิตที่มีคุณภาพ มีความสุขกาย สบายใจ และก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นคง
สำหรับรายชื่อโรงพยาบาลที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในงาน “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025” เริ่มต้นด้วยรางวัลเกียรติยศสูงสุด “The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2025”ซึ่งตกเป็นของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ขณะที่รางวัลด้านความรวดเร็ว มีคุณภาพ และเข้าใจความต้องการของลูกค้า หรือ “Customer Centric Award”ในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพ ตามมาด้วยโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ในอันดับ 2 และโรงพยาบาลรามคำแหงในอันดับ 3 ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 เป็นของโรงพยาบาลมหาชัย 2 โดยมีโรงพยาบาลขอนแก่น ราม ได้รับอันดับ 2 และโรงพยาบาลพญาไท 1 ได้รับอันดับ 3
ต่อด้วยรางวัลด้านบริหารจัดการทางการแพทย์ “Commitment to Success Award”สำหรับกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท อันดับ 2 คือโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา และอันดับ 3 คือโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลลาดพร้าว ตามมาด้วยศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในอันดับ 2 และโรงพยาบาลเปาโล เกษตร ในอันดับ 3
ในส่วนของรางวัลด้านริเริ่ม เปิดรับ ตอบรับนวัตกรรมใหม่ “Creativity and Innovation Award” กลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อันดับ 2 คือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และอันดับ 3 คือโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ทางด้านกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 เป็นของโรงพยาบาลพระรามเก้า อันดับ 2 คือโรงพยาบาลศรีสวรรค์ และอันดับ 3 คือโรงพยาบาลสินแพทย์ ลำลูกกา
สำหรับรางวัลด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร “Collaboration Award”ในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน อันดับ 2 คือโรงพยาบาลพญาไท 2 และอันดับ 3 คือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ ด้านกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลบางปะกอก 1 ตามมาด้วยโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ในอันดับ 2 และโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 อินเตอร์ ในอันดับ 3
ปิดท้ายด้วย รางวัลด้านการดูแลใส่ใจที่เป็นเลิศ “Caring Award” โดยกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ อันดับ 1 ได้แก่ โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง อันดับ 2 คือโรงพยาบาลศิครินทร์ และอันดับ 3 คือโรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา ส่วนกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลาง อันดับ 1 ตกเป็นของโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ตามมาด้วยโรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี ในอันดับ 2 และโรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ในอันดับที่ 3
