HoonSmart.com>> ดัชชนีดาวโจนส์ปิดพุ่ง 594 จุด ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ได้รับแรงหนุนจากรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ช่วยคลายกังวลการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ด้านหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปร่วงลงอย่างหนักจากแรงเทขายกดดันดัชนี Nasdaq ด้าน “ราคาน้ำมันดิบ” ขยับขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) วันที่ 2 กรกฎาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปิดที่ 52,900.07 จุด เพิ่มขึ้น 594.83 จุด หรือ 1.14% ก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว โดยได้รับแรงหนุนจากรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปที่ร่วงลงอย่างหนักจากแรงเทขายยังคงเป็นปัจจัยกดดันดัชนี Nasdaq
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,483.24 จุด เพิ่มขึ้น 0.01 จุด, 0.00%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,832.67 จุด ลดลง 207.36 จุด, -0.8%
ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 ซึ่งถือเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024
รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ประเมินไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก ส่วนอัตราการว่างงานอยู่ที่ระดับ 4.2% ซึ่งสอดคล้องกับที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.3%
รายงานการจ้างงานฉบับนี้ออกมาหลังจากที่มีตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงก่อนหน้านี้ ข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่าความคาดหวังเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ลดลงหลังจากมีการเปิดเผยข้อมูล โดยโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนลดลงเหลือ 55% จากเดิมที่ระดับ 64.1%
Adam Sarhan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท 50 Park Investments ในนิวยอร์ก กล่าวว่า รายงานการจ้างงานนี้ ไม่ได้หมายความว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อจะหมดไปแต่ช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อเฟดในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้ นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะหลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่าน
หุ้น Apple ปรับตัวสูงขึ้น 4.8% ซึ่งช่วยหนุนทั้งสามดัชนีหลัก โดย Nikkei Asia รายงานว่า Apple มีแผนที่จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่จำนวน 5 รุ่น
ดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ปิดตลาดลดลง 5.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงอย่างหนักติดต่อกันเป็นวันที่สอง โดยหุ้น Nvidia ร่วงลง 1.4% ขณะที่หุ้น SanDisk ดิ่งลงถึง 14.1%หุ้น Micron ร่วงลง 5.5%
กองทุน ETF อย่าง VanEck Semiconductor ร่วงลง 4.5% นำโดยหุ้น Teradyne ที่ดิ่งลง 13.6% และหุ้น KLA ที่ปรับตัวลง 11.5%
Bruce Zaro กรรมการผู้จัดการของ Granite Wealth Management ในเมืองพลีมัธ รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า นักลงทุนน่าจะกำลังเทขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มชิปหลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ โดยดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 78% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน
หุ้น Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวลดลง 7% แม้ว่าจะมียอดส่งมอบรถยนต์ในไตรมาสที่ 2 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์อย่างมากก็ตาม
ตลาดต่าง ๆ ยังประเมินสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกำลังก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้แล้ว ราคาน้ำมันลดลงหลังจากกาตาร์ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ยกล่าวว่าการเจรจาในสัปดาห์นี้เป็นไปในทิศทางที่ดี แม้ว่าจะยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ก็ตาม
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยชดเชยการร่วงลงของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ในขณะที่นักลงทุนกำลังวิเคราะห์ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 648.35 จุด เพิ่มขึ้น 9.04 จุด, +1.41%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,652.87 จุด เพิ่มขึ้น 174.53 จุด, +1.67%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,474.86 จุด เพิ่มขึ้น 137.57 จุด,+1.65%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,580.88 จุด เพิ่มขึ้น 540.60 จุด, +2.16%
การจ้างงานของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับการปรับลดตัวเลขการจ้างงานย้อนหลังของสองเดือนก่อนหน้า ส่งสัญญาณถึงภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว และทำให้ตลาดลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในระยะอันใกล้นี้มาที่ประมาณ 60% จากประมาณ 75% ก่อนรายงาน
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์นำในการปรับตัวขึ้นในวงกว้าง โดยเพิ่มขึ้น 3.3% บริษัทผลิตยา Bayer เพิ่มขึ้น 8.9% หลังจากประกาศว่าจะรวมธุรกิจ Roundup ในสหรัฐฯ เข้าไว้ในหน่วยงานใหม่ชื่อ Ruveon หลังจากได้รับชัยชนะทางกฎหมายครั้งสำคัญที่ขัดขวางคดีฟ้องร้องในศาลรัฐหลายพันคดีที่อ้างว่ายาฆ่าวัชพืชของบริษัทก่อให้เกิดมะเร็ง
กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคปรับขึ้นตาม โดยกลุ่มสินค้าส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ปรับตัวสูงขึ้น 2% และ 2.2% ตามลำดับ ด้านหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่างปรับตัวขึ้น โดยดัชนีกลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศ พุ่งขึ้น 3.1%
ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลง 2.1% ซึ่งถือเป็นกลุ่มเดียวที่ปิดในแดนลบ โดยหุ้น Soitec ร่วงลง 4.2% และหุ้น Aixtron ปรับตัวลดลงราว 10% จนกลายเป็นหุ้นที่ทำผลงานแย่ที่สุดในดัชนี STOXX 600 เนื่องจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่างปรับตัวลงตามทิศทางตลาดในเอเชียและวอลล์สตรีทที่ร่วงลงอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา
Daniel Coatsworth นักวิเคราะห์การลงทุนจาก AJ Bell กล่าวว่า ประเด็นสำคัญในขณะนี้ คือ ข่าวดีทั้งหมดเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้าน AI นั้นได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นของบริษัทซัพพลายเออร์เหล่านี้ไปหมดแล้วหรือไม่ หุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมาก ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดเริ่มมีความกังวลกันบ้างแล้ว
ข้อมูลเมื่อวันพุธแสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนในเดือนมิถุนายนปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่ต่ำกว่าคาดการณ์ ในขณะที่ คริสติน ลาการ์ด(Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในขณะนี้มีความสมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG บ่งชี้ว่าบรรดาเทรดเดอร์ยังคงคาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.25% ก่อนสิ้นปีนี้ Goldman Sachs ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปคือ การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับจีน มากกว่าที่จะเป็นเรื่องการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นกับจีน
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 11 เซนต์ หรือ 0.16% ปิดที่ 68.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนกันยายนพิ่มขึ้น 23 เซนต์ หรือ 0.32% ปิดที่ 71.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

